
เร่งวันเลือกตั้งเกมสกัดสุญญากาศ
การเมืองตลอดสัปดาห์นี้นับเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญ ถึงขั้นที่จะเป็นจุดเปลี่ยนได้เลยทีเดียว
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองตลอดสัปดาห์นี้นับเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญ ถึงขั้นที่จะเป็นจุดเปลี่ยนได้เลยทีเดียว
เริ่มจากวันที่ 29 เม.ย. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีนัดเข้าพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจมองได้นัยหนึ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
ต่อด้วยวันที่ 30 เม.ย. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้าพบ กกต. เพื่อหารือถึงกำหนดวันเลือกตั้ง โดยมีแนวโน้มว่าจะมีข้อยุติร่วมกันให้วันที่ 20 ก.ค. เป็นวันเลือกตั้งใหม่
ในเรื่องของการเลือกตั้ง ทาง กกต.เองมั่นใจพอสมควรว่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยในบริบททางกฎหมาย เพราะได้เตรียมออกระเบียบ กกต.ใหม่ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถสมัคร สส.ผ่านทางไปรษณีย์ได้ จากเดิมที่พรรคการเมืองและผู้สมัครจะต้องมาสมัครด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางจนกระบวนการรับสมัครต้องล่มกลางคัน จนเป็นเหตุที่นำไปสู่การฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อล้มการเลือกตั้งอีก
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งจังหวะก้าวของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเร่งให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็ว แฝงไปด้วยนัยทางการเมืองที่สำคัญ
แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด เพื่อจะได้นำเสียงของประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งมาทำลายความชอบธรรมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งรวมไปถึงการกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยสมบูรณ์อีกครั้ง
แต่นั่นอาจจะยังไม่ใช่เป้าหมายของรัฐบาลในจังหวะนี้ เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริง ณ จุดนี้ คือ การกำหนดวันเลือกตั้งเพื่อป้องกันภาวะสุญญากาศ
เวลานี้เกิดการคาดหมายไปต่างๆ นานา ถึงแนวโน้มคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ อย่างน้อย 4 แนวทาง
แนวทางที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เพราะเห็นว่าการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 268
แนวทางที่ 2 นายกรัฐมนตรีถูกให้ออกจากตำแหน่งเพียงคนเดียว ในฐานะเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาล
แนวทางที่ 3 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายถวิลเมื่อปี 2554 ออกจากตำแหน่ง
แนวทางที่ 4 นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบันทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อดูจากความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่จะก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศได้นั้นอยู่ในแนวทางที่ 4 เนื่องจากจะไม่เหลือรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีให้ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
แม้แต่ละกระทรวงจะมีปลัดกระทรวงทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง แต่ก็ไม่อาจบริหารงานได้เต็มที่เทียบเท่ากับรัฐมนตรี จึงเป็นผลให้เกิดภาวะสุญญากาศไปโดยปริยาย
การเกิดภาวะสุญญากาศที่ ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่ง หากเกิดก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ย่อมนำมาสู่ปัญหาในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปในตัว
กล่าวคือ ตามปกติพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะต้องมีนายกรัฐมนตรี และประธาน กกต. เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีการ่วมกัน แต่ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหมดต้องหลุดออกมาจากตำแหน่งก่อนมีพระราชกฤษฎีกา จะเกิดปัญหาที่ไม่มีผู้ทำหน้าที่นำพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทันที ประกอบกับจะมีปัญหาว่าประธาน กกต.สามารถเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเพียงคนเดียวได้หรือไม่ด้วย
เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติแนวปฏิบัติว่าหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวจะต้องทำอย่างไรเอาไว้ ย่อมเป็นสภาวะบีบคั้นที่ทำให้เกิดการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการอย่างสิ้นเชิง
ด้วยปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้พรรคเพื่อไทยจึงมองว่าตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ได้แก่ 1.ลุ้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งต่อไป หรือในกรณีที่นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งแต่ก็ขอให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่โดนหางเลขไปด้วย และ 2.เร่งให้เกิดกระบวนการจัดทำพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
จากสองทางเลือกที่มีอยู่ แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยต้องเลือกเอาทางเลือกที่สองไว้ เพราะอย่างน้อยในมุมมองของพรรคเพื่อไทยมองหากรัฐมนตรีทั้งรัฐบาลต้องตกเก้าอี้พร้อมกันทุกคน กระบวนการเลือกตั้งจะได้เดินหน้าตามพระราชกฤษฎีกาต่อไปในระดับหนึ่งแม้จะมีประธาน กกต.เป็นผู้รักษาการเพียงคนเดียวก็ตาม
ดังนั้น กระบวนการที่อาจได้เห็นออกมาจากรัฐบาลในเร็วๆ นี้ หลังจากวันที่ 30 เม.ย. หนีไม่พ้นการเร่งอนุมัติงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ควบคู่ไปกับเร่งจัดทำพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งก่อนวันชี้ชะตาโดยศาลรัฐธรรมนูญจะมาถึง







