
การฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทย
....ชาลอต โทณวณิก
ฉบับที่แล้วเขียนไปเรื่องการฟื้นฟูภาพลักษณ์องค์กร เรื่องการทำ SWOT Analysis ให้
“รู้เรา” ก่อนว่าสถานะของบริษัท/ องค์กรที่เราต้องเข้าไปดูแลนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อ “ตั้งสติ ก่อนสตาร์ท” ตั้งใจว่าจะเขียนต่อไปว่าจะทำอย่างไรต่อ หากเรารู้แล้วจะปรับกลยุทธ์อย่างไร ก็พอดีว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทย (ความจริงแค่ในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร) ได้กลายเป็น War Zone หรือแดนมิคสัญญีไปเรียบร้อยภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เมื่อก่อนเราได้ดูข่าวประเทศอื่นที่เกิดสงคราม มีทหารไล่ยิงกันอยู่บนถนนหลักยังกับเป็นสนาม BB Gun แต่เล่นจริง...เจ็บจริง...ตายจริง กลายเป็นภาพที่เผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนี้รักสงบแบบดั้งเดิมนั้นถูกทำลายไปเรียบร้อย
ทำให้ยังไม่มีจิตใจที่จะเขียนต่อในเรื่องของการพลิกฟื้นองค์กร กลับมานั่งคิดแบบนางงามคือ คิดบวกก่อนว่าหากเหตุการณ์ร้ายๆ จบลง เราจะฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศของเราอย่างไร
ใครจะว่าคิดข้ามช็อตไปมาก เพราะทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าจะจบอย่างไร แต่มันก็ต้องจบ จะจบบริบูรณ์แบบละครที่พระเอกนางเอกยืนกอดกันริมทะเล Happy Ending คงไม่ใช่ จะจบแบบ
“จบเห่” หรือเปล่า ก็คิดว่ามันไม่มีอะไรที่จะถึงขนาดจบแบบฟื้นฟูไม่ได้ เพียงแต่หนักหรือเบาเท่านั้นไม่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ต่อ หรือต้องมีรัฐบาลใหม่มา ซึ่งก็ต้องใช้เวลา (หากผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยปกติ) ก็ต้องฟื้นฟูประเทศ ซึ่งความเสียหายทางด้านวัตถุมีไม่มาก แต่เป็นความเสียหาย
“ภาพลักษณ์” เป็นหลัก ดังนั้นหากจะฟื้นฟูประเทศและนำ SWOT วิเคราะห์เหมือนธุรกิจก็จะมองได้ว่าS (Strength) มีอะไรบ้าง มาลงดูที่แกนหลักของรายได้ของประเทศคือ การท่องเที่ยว ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจยังคงมีอยู่ แม้จะเสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้ง High End/Low End
พวก High End คือ บรรดาเศรษฐีทั้งหลายอาจจะรักตัวกลัวตายหน่อย ต้องใช้เวลา ดังนั้นระยะสั้นอาจจะต้องเน้นที่กลุ่มเป้าหมาย
“ไทยเที่ยวไทย” และกลุ่มท่องเที่ยวแบบชอบผจญภัย หรือที่ประเทศใกล้เคียงที่รู้สึกว่าหากมีอะไรยังคงกลับประเทศได้ง่าย ภาครัฐต้องเป็นตัวกลางให้เกิด Tour Thailand Grand Sale ให้คนเข้ามาก่อน เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยว่านักท่องเที่ยวมาได้แล้ว เพราะหากมีกรุ๊ปแรกๆ ก็จะมีกรุ๊ปต่อๆ ไประยะยาวนั้นคือ การที่ต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุก เอาตรงประเด็นไปเลยเรื่องความปลอดภัย ความสงบในประเทศ เพราะบางครั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาตินั้นเราชอบทำแบบ Inside Out หรืออยากพูดว่าประเทศไทยดียังไง ก็พูดๆ ไป โดยไม่ได้สนใจว่าต่างชาติอยากรู้อะไร เราควรปรับแผนประชาสัมพันธ์ประเทศแบบ Outside In คือ กลุ่มเป้าหมายอยากรู้อะไร และมุ่งประเด็นตรงนั้น เพราะตอนนี้ต่อให้มาฟรียังไม่มา เจ้าหน้าที่การทูตยังหนีกระเจิง
บางที่คิดคำโฆษณาสลวยสวยเก๋ภาษาอังกฤษ คนต่างชาติมาถามดิฉันว่าตกลงจะสื่ออะไร แปลว่าอะไร เพราะภาษาสวยแต่ไม่สื่อความ! ที่พูดมานี้ไปลงโฆษณาใน magazine ระดับ inter นะคะ
ธุรกิจหลักอีกด้านคือ ธุรกิจการเกษตร ไม่ว่าประเทศเราจะเป็นยังไง คนทั่วโลกยังต้องกินอาหาร ดังนั้นรัฐบาลควรจะต้องเน้นเสริมด้านการเกษตรให้มากจากนี้ไป จะปล่อยเป็น
“วาระแห่งกระทรวง” ให้พรรคที่ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวกับการเกษตรดูแลกันไปเฉยๆ ไม่ได้ ต้องเป็น “วาระแห่งชาติ”มีการเชื่อมโยงทั้งฝ่ายผลิตคือ กระทรวงเกษตรฯ ที่มีหน้าที่ดูแลให้เกิดผลผลิตที่มากและดี การปรับปรุงคุณภาพการผลิต โดยเฉพาะปัญหาความแห้งแล้งที่กำลังตามมาและรุนแรง กับฝ่ายขายคือ กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องมุ่งทำตลาดและราคา
หากรัฐส่งเสริมการเกษตรอย่างจริงจัง ทำงานกันครบวงจรและร่วมมือกับเอกชน ดูว่าจะสร้างความแข็งแกร่งอย่างไร เชื่อว่าภาคเกษตรจะเป็นภาคที่เสมือนฟองน้ำที่ดูดซับคนว่างงาน และดูดซับทรัพย์จากต่างประเทศได้
ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐปล่อยเพียงไม่กี่กระทรวงดูแลกัน และก็เสมือนกิ้งกือที่ขาไม่สามัคคี เลยกลิ้งเป็นขนุนอยู่ คนรับกรรมคือเกษตรกร
อ้าว! เขียนไปเขียนมา Strength จะกลายเป็น Weakness เสียแล้ว
แค่ S ตัวเดียว พื้นที่หมดอีกแล้ว แต่ก็ Feel Good ที่เขียนข้ามช็อตไปถึงการฟื้นฟูเลย ทำให้ดูเหมือนมีความหวัง เพราะตอนนี้ยังร้องเพลง
“อีกนาน นานเท่าไรมันจึงจะจบ” ถ้าจบเมื่อคืนก็ขออภัยเพราะส่งต้นฉบับก่อน






