
มะกันลุยเอเชียร่วมฟื้น ศก.สกัดจีน-รัสเซีย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
การเดินทางเยือน 4 ประเทศในเอเชีย คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ มหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ นับเป็นหนึ่งในประเด็นข่าวที่ทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองใกล้ชิด
เพราะนอกจากจะตามดูความสัมพันธ์ของสหรัฐกับ 4 ชาติที่มีแววว่าจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ปฏิกิริยาท่าทีและความเห็นของสหรัฐที่มีต่อสถานะบทบาทของประเทศนั้นๆ ไปจนถึงปัญหาที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญก็น่าสนใจไม่น้อย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ท่าทีของสหรัฐที่มีต่อประเทศหนึ่งๆ ไม่ว่าจะในแง่ลบหรือบวก ย่อมมีผลกระทบต่อมุมมองของนานาชาติที่มีต่อประเทศนั้นๆ จนอาจส่งผลต่อบทบาทและการยอมรับจากเวทีโลก
ทั้งนี้ จุดยืนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่มุ่งเข้าหาเอเชียคือสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน นับตั้งแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโอบามาที่กล่าวชัดว่าสหรัฐจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเอเชีย โดยให้ความสำคัญมากขึ้น หลังใช้เวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาหมดไปกับการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ความวุ่นวายในซีเรีย ความขัดแย้งในยูเครน ความตึงเครียดนิวเคลียร์ในอิหร่าน และการต่อสู้ในสภาคองเกรส ทำให้หลายฝ่ายเริ่มไม่แน่ใจว่าสหรัฐจะจริงจังกับภูมิภาคเอเชียมากน้อยแค่ไหน
กระนั้น การเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2009 หลังมีเหตุให้ต้องยกเลิกกำหนดการไปถึง 2 ครั้ง โดยที่ครั้งล่าสุดเป็นเพราะปัญหางบประมาณของสหรัฐที่ร้ายแรงถึงขนาดต้องปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน (กอฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์) นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่าการมาของสหรัฐครั้งนี้มีเป้าหมายหวังผลในระยะยาว
ถือเป็นการค่อยๆ ปูทางให้สหรัฐก้าวเข้าไปมีบทบาทด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ในเอเชียแบบหยั่งรากหนักแน่นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน การเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้ของประธานาธิบดีโอบามายังแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจสำคัญ ที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่ามาจาก 3 ปัจจัยหลักด้วยกันคือ 1) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 2) ปัจจัยด้านความมั่นคงและการทหาร และ 3) ปัจจัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เจมมี ฟูลเลอร์ นักวิเคราะห์ประจำหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นจากวิกฤตการเงินปี 2008 ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องหาทางผลักดันเศรษฐกิจ โดยนอกเหนือจากการอาศัยนโยบายการคลังและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการทำข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อกระตุ้นการส่งออก อย่างความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งมีหลายชาติในเอเชียเข้าร่วม
แรกเริ่มข้อตกลงทีพีพีประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ คือ สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของ 12 ประเทศสมาชิกแล้วจะอยู่ที่ 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 896 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่า 40% ของจีดีพีโลก โดยญี่ปุ่นอยู่ในระหว่างเจรจา และฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาเข้าร่วม
ทว่า ผลการเจรจากลับไม่คืบหน่้่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะความไม่มั่นใจที่ประเทศที่เข้าร่วมมีต่อทีพีพี ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้ของผู้่นำสหรัฐจึงเสมือนการเร่งเร้า กระตุ้นเตือน และตอกย้ำให้เชื่อมั่นในทีพีพี
หลักฐานยืนยันคือถ้อยแถลงประธานาธิบดี โอบามา หลังพบปะกับนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 เม.ย. โดยเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกล้าตัดสินใจเพื่อบรรลุข้อตกลงทีพีพี หลังสหรัฐไม่สามารถทำให้ญี่ปุ่นยอมอ่อนข้อเรื่องภาษีนำเข้าสำคัญได้ และการเข้าถึงตลาดเกษตรและยานยนต์ของญี่ปุ่น
นอกจากจะโน้มน้าวญี่ปุ่นแล้ว หลายฝ่ายมองว่าผู้นำสหรัฐน่าจะสนับสนุนฟิลิปปินส์และให้กำลังใจเกาหลีใต้ในการเข้าร่วมกับทีพีพี โดยทั้งสองประเทศนี้ต่างแสดงเจตนาชัดเจนก่อนหน้านี้แล้วว่าสนใจจะเข้าร่วมทีพีพี ดังนั้น การมาเยือนของสหรัฐจึงเสมือนเป็นการแสดงความสนับสนุนเชิงสัญลักษณ์ให้กับสองประเทศนี้
นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว ความมั่นคงและการทหารก็ถือเป็นหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญสำหรับสหรัฐ โดยตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา ฐานทัพสหรัฐในเอเชีย เช่น ที่ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นก็ค่อยๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งเป็นไปตามคำขอของรัฐบาลฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐมุ่งที่จะไปตะวันออกกลางมากกว่า
ทั้งนี้ มีรายงานว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ลงนามเปิดทางให้สหรัฐเข้ามาใช้ฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศในประเทศอีกครั้ง ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนในเรื่องกลยุทธ์และการพัฒนาปรับปรุงยุทโธปกรณ์ผ่านการร่วมซ้อมรบ เช่นเดียวกันกับเกาหลีใต้ที่มีความร่วมมือและร่วมซ้อมรบกับทางสหรัฐมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่า การเข้ามาของสหรัฐในครั้งนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างชัดเจน ตรงที่สหรัฐไม่มีเจตนาที่จะตั้งฐานทัพของตนเองเป็นการถาวรแต่อย่างใด แต่จะออกแนวในเชิงการให้ความร่วมมือทางทหารและความสนับสนุนเพื่อเป้าหมายความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียเป็นสำคัญ
ยืนยันได้จากการประกาศจุดยืนของประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งตอกย้ำคำพูดของชัค ฮาเกล รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ซึ่งเดินทางมาเยือนเอเชียก่อนหน้านี้ว่าสหรัฐพร้อมจะยืนเคียงข้างประเทศพันธมิตรเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติพันธมิตรสหรัฐ
เหตุผลด้านความมั่นคงในเอเชียนี้นำไปสู่บทบาทของสหรัฐในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในภูมิภาคแห่งนี้ โดยมี 3 ประเทศตัวแปรหลัก คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย และจีน
พูดให้เข้าใจกันง่ายขึ้นก็คือ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีประเด็นนิวเคลียร์ที่ขัดใจสหรัฐ รัสเซียมีกรณียูเครนงัดข้อกับสหรัฐและจีนคือความกังขาและกังวลต่ออิทธิพลที่เริ่มขยายตัวเติบโตไล่ตามสหรัฐมาติดๆ ดังนั้น หากสหรัฐไม่เร่งฟื้นความสัมพันธ์กับนานาประเทศในชาติเอเชียให้ดี นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเป็นสหรัฐเองที่จะตกที่นั่งลำบาก
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งมองว่าการเข้ามาของสหรัฐในครั้งนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียด้วย เพราะการอ้างกรรมสิทธิในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ของจีน การเดินหน้าทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และการรุกคืบของรัสเซียโดยใช้ปัจจัยพลังงานนำหน้า ทำให้บางประเทศในเอเชียตกที่นั่งลำบาก
หลายฝ่ายรวมถึงฟูลเลอร์มองว่าการแสดงจุดยืนหนุนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็เพื่อส่งสัญญาณให้เกาหลีเหนือ รวมถึงจีน รับทราบว่าสหรัฐพร้อมรับมือกับสองประเทศในกรณีที่มีข้อขัดแย้งอย่างการพิพาทเรื่องเขตแดน หรือการทดลองนิวเคลียร์
เช่นเดียวกันกับการหนุนฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ก็เพื่อแสดงให้เห็นอิทธิพลของสหรัฐที่ยังคงมีบทบาทเพียงพอที่จีนยังต้องให้ความสำคัญและเกรงใจบ้าง นอกเหนือจากที่จีนและสหรัฐจะเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าน่าจะส่งผลต่อท่าทีและความสัมพันธ์ที่จีนจะมีต่อรัสเซียต่อจากนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมารัสเซียพยายามเชื่อมความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น หลังสหรัฐและชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัฐบาลแดนหมีขาว ยืนยันได้จากการเดินหน้าเซ็นสัญญาด้านพลังงานช่วง 12 เดือนก่อน
ทั้งนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐได้เดินหน้ามุ่งเข้าหาภูมิภาคเอเชียเพื่อร่วมแบ่งปันประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงและความสัมพันธ์ แต่ผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวังกันไว้หรือไม่ คงต้องอาศัยเวลาเป็นตัวตัดสิน “ใจ” พี่ใหญ่ของโลกรายนี้







