posttoday
กระชับพื้นที่สู่เคอร์ฟิวดาบสองคมทิ่มรัฐบาล

กระชับพื้นที่สู่เคอร์ฟิวดาบสองคมทิ่มรัฐบาล

18 พฤษภาคม 2553

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่และความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ต้องแบกรับความสุ่มเสี่ยงอย่างรอบด้าน ปราบได้ก็ไม่ชนะ...ล้มเหลวก็แพ้ราบคาบ

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่และความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ต้องแบกรับความสุ่มเสี่ยงอย่างรอบด้าน ปราบได้ก็ไม่ชนะ...ล้มเหลวก็แพ้ราบคาบ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

กินเวลามากว่า 4 วันแล้ว สำหรับมาตรการกดดันการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

เป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่มีทางเลือกหลังจาก นปช. ได้ประกาศล้มโต๊ะกระบวนการปรองดอง โดยเลือกสู้ตายกับรัฐบาลคาราชประสงค์ เพราะรัฐบาลเองประเมินแล้วว่าหากปล่อยให้มีคนชุมนุมที่ราชประสงค์ต่อไปอีกย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว

และยิ่งสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

แน่นอน...กลายเป็นภาวะบีบคั้นให้รัฐบาลเหลือทางเลือกเดียว คือ การใช้มาตรการกระชับพื้นที่เพื่อบีบให้แกนนำ นปช. สลายการชุมนุม ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลเคยใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อเหตุการณ์ เม.ย. 2552

กระชับพื้นที่สู่เคอร์ฟิวดาบสองคมทิ่มรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังเป็นการนำบทเรียนจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 มาปรับใช้กับการควบคุมสถานการณ์ในช่วงนี้ โดยให้ทหารสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมให้ติดอาวุธได้ครบมือเพื่อตอบโต้และป้องกันชีวิตของตัวเองได้ตามความจำเป็น ซึ่งฝ่ายการเมืองได้เข้ามาเป็นเจ้าภาพเต็มที่เพื่อให้กองทัพไม่ต้องกังวลกับผลที่จะตามมาในอนาคต

เท่ากับว่าเป็นการสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างกองทัพกับรัฐบาลอีกครั้ง หลังจากกองทัพเพิ่งเสียขวัญเสียกำลังใจจากเหตุการณ์สูญเสียกำลังพลหลายครั้งก่อนหน้านี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลให้ตลอด 4 วันที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ระดับที่น่าพอใจ สะท้อนได้จากยังไม่เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมรุนแรงต่อระบบสาธารณูปโภคในกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงการควบคุมสถานการณ์การก่อเหตุให้จำกัดอยู่ในแนวที่ทหารตั้งด่านสกัดเอาไว้เท่านั้น แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ปั่นป่วนบ้างก็ตาม

ขณะเดียวกันรัฐบาลเองไม่ได้เดินหน้าบีฑาเข้าหาผู้ชุมนุมด้วยมาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ ศอฉ. เลือกส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเชิญชวนให้สตรี เด็ก และคนชรา ออกจาก|พื้นที่ชุมนุมราชประสงค์เพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นความพยายามแยกผู้บริสุทธิ์ออกจากกลุ่มผู้ชุมนุมให้ปฏิบัติการทางทหารทำได้ง่ายมาก|ยิ่งขึ้น อีกทั้งสะท้อนว่าทหารไม่ได้มุ่งใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมโดยไม่เลือกหน้า

ด้วยมาตรการเหล่านี้ทำให้เสียงของสังคมโดยรวมยังให้การสนับสนุนมาตรการของรัฐบาล สะท้อนได้จากผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่า ประชาชน 51.33% เห็นด้วยกับการขอคืนพื้นที่ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการยุติการชุมนุมไม่ให้ยืดเยื้อออกไป เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนที่ต้องสัญจรไปมาจำนวนมาก อีกทั้งส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศโดยรวมอย่างมาก

จะอย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับเหล่านี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาได้สะดวกโยธิน เพราะยังต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากมากขึ้น นั่นก็คือ ตัวเลขผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นนี้เองมีความล่อแหลมที่จะกลายเป็นรอยด่างของรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ยิ่งประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องและผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวใช้เส้นทางในพื้นที่โดยรอบพื้นที่ชุมนุม แม้จะเอื้อต่อการทำงานของ ศอฉ. ให้มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในอีกด้านการประกาศเคอร์ฟิวอาจจะกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงในหลายจังหวัดเริ่มไม่พอใจ และจะรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลด้วยมาตรการรุนแรงมากขึ้น

ผลที่ตามมา คือ การใช้กำลังเข้าประหัตประหารกันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม อันจะนำมาซึ่งตัวเลขของผู้เสียชีวิตจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การเลือกใช้ “เคอร์ฟิว” แม้จะควบคุมสถานการณ์ได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะคืนความสงบสุขแก่กรุงเทพมหานครกลับคืนมาได้ทันที

ตรงกันข้ามอาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปมากกว่าเดิม เนื่องจากแกนนำ นปช. ประกาศสู้ตายไม่สนประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งจะเป็นตัวเร่งสำคัญให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาตอบโต้รัฐบาลอย่างรุนแรง

หากภายในระยะ 1-2 วันข้างหน้านี้ รัฐบาลยังไม่สามารถกดดันให้ นปช. ยุติการชุมนุมได้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะตัดสินใจบุกเข้าพื้นที่ราชประสงค์ใจกลางของการชุมนุมเพื่อขอพื้นที่คืน ซึ่งต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารขั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แน่นอนที่สุดหนีไม่พ้นการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รวมถึงอาจเกิดการเผาทำลายทรัพย์สินในบริเวณใกล้เคียง จนเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล

จึงเป็นประเด็นท้าทายว่า “การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลแบบเข้มข้นจะคุ้มต่อการแลกความสูญเสียที่ว่าหรือไม่”

หากรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จรวดเร็ว รัฐบาลอาจได้เสียงตอบรับที่ดีแรงสนับสนุนรัฐบาลก็จะมีมากขึ้น แต่หากล้มเหลวเหมือนปฏิบัติการในหลายครั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระแสจะตีกลับถาโถมใส่รัฐบาลถึงความไร้ประสิทธิภาพอีกครั้ง และคนในสังคมจะหมดความอดทน เพราะม็อบก็ไม่ยอมสลายผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลอ้างก็ไม่สามารถจัดการได้

จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ว่าการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดที่เพิ่มความสูญเสียมากขึ้นทุกวันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ ขณะเดียวกันหากจัดการอะไรไม่ได้เลยและปล่อยให้เวลาล่วงเลยต่อไปอีก รัฐบาลจะเผชิญภาวะยากลำบากมากยิ่งขึ้น ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนอยู่ อาจไขว้เขวและหยิบฉวยสถานการณ์มาต่อรอง รวมถึงกดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดี หากรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ไม่มีพรรคการเมืองไหนยอมเปื้อนเลือดมือเปล่า

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่และความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ต้องแบกรับความสุ่มเสี่ยงอย่างรอบด้าน

ปราบได้ก็ไม่ชนะ...ล้มเหลวก็แพ้ราบคาบ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ