posttoday
ระเบิดว่างงานแดนมังกรภัยเงียบใหม่เขย่าศก.จีน

ระเบิดว่างงานแดนมังกรภัยเงียบใหม่เขย่าศก.จีน

21 เมษายน 2557

จากการเปิดเผยตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาสแรกที่โตได้ต่ำสุดในรอบปีครึ่งที่ 7.4%

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

จากการเปิดเผยตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาสแรกที่โตได้ต่ำสุดในรอบปีครึ่งที่ 7.4% ก็นับเป็นสัญญาณชี้ชัดแล้วว่าเศรษฐกิจแดนมังกรกำลังเข้าสู่ช่วงการชะลอตัวอย่างชัดเจน หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้านโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว เพื่อมุ่งไปสู่การบริโภค จากเดิมที่เน้นการลงทุนและการส่งออกเป็นธงนำมากว่า 30 ปี

ตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกเริ่มบ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปที่คืบหน้าบ้างแล้ว หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งสะท้อนถึงแรงซื้อของคนในประเทศ เริ่มมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตรงข้ามกับการลงทุนในสินทรัพย์คงทน ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนที่ลดลง นับเป็นตัวสะท้อนว่าแดนมังกรเริ่มลดการพึ่งพาการลงทุนที่กระตุ้นด้วยการก่อร่างสร้างหนี้แล้ว

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ก็ยังมีสิ่งที่น่าวิตกกังวลอยู่มาก เพราะหวั่นเกรงว่ากระบวนการปรับโฉมหน้าเศรษฐกิจแดนมังกรหนนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปไม่ทันกับปัญหาความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาคนว่างงาน

เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างร้อนแรงในระดับเลข 2 หลัก ในช่วง 56 ปีก่อน เครื่องยนต์ทั้งภาคการส่งออกและการลงทุนล้วนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการจ้างงานและรายได้ให้กับคนจีนจำนวนมหาศาล ซึ่งแต่ละปีจะพากันอพยพเข้ามาหางานในเมืองใหญ่และเมืองอุตสาหกรรมจำนวนมาก

ดังนั้น การหันมาปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างเดิมที่เคยเน้นพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนด้วยการออกคำสั่งให้ลดการผลิตในส่วนที่ไม่จำเป็นลง พร้อมกับมุ่งไปสู่สังคมการบริโภคด้วยการเน้นเศรษฐกิจภาคบริการที่ต้องใช้แรงงานทักษะสูง อาจกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมภาคการส่งออกและภาคการผลิตเดิมๆ ต้องกลายเป็นคนว่างงานไป

กลุ่มคนงานดังกล่าวเป็นกลุ่มแรงงานที่อพยพมาจากพื้นที่ต่างจังหวัดและคาดว่านี่คือกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากผลพวงการปฏิรูปของทางการจีน เนื่องจากมักเป็นแรงงานไร้ทักษะหรือมีทักษะที่เหมาะกับการทำงานในโรงงานอย่างเดียว

แม้ว่าการผลักดันไปสู่โมเดลการพึ่งพาการบริโภคของรัฐบาลจีนจะช่วยสร้างการจ้างงานในตำแหน่งงานใหม่ๆ โดยเฉพาะในภาคบริการ เช่น ธนาคาร สายการบิน และร้านค้า แต่จะไม่สามารถดูดซับแรงงานไร้ทักษะเหล่านี้เอาไว้ได้ เพราะแรงงานในภาคบริการล้วนต้องการแรงงานทักษะสูง ซึ่งตรงข้ามกับแรงงานภาคการผลิตที่ไม่ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงมาก

ปัญหาในข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ไร้ทักษะอย่างเดียว เพราะในขณะเดียวกันภายใต้ช่วงเวลาการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินไปอยู่ช่วงครึ่งๆ กลางๆ นี้เอง ก็คาดว่าจะทำให้เกิดปัญหาว่างงานกับแรงงานมีทักษะที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

เนื่องจากในแต่ละปีมีจำนวนนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นจำนวนมาก ตรงข้ามกับตลาดแรงงานในภาคบริการที่ยังไม่สามารถขยายตัวเพื่อมารองรับกับจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงได้ทัน

ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยว่า เฉพาะปี 2014 เพียงปีเดียว จีนมีนักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาออกมาสู่ตลาดแรงงานมากถึง 7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2001 ซึ่งอยู่ที่ 1 ล้านคนเท่านั้น และจำนวนจะยิ่งขยายตัวมากขึ้นในอนาคต โดยปี 2020 คาดว่าจะมีแรงงานทักษะสูงในแดนมังกรมากถึง 195 ล้านคน มากกว่าแรงงานทั้งระบบของสหรัฐในปีดังกล่าวเลยทีเดียว

จากแนวโน้มแรงงานทักษะสูงบนแผ่นดินมังกรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราผลตอบแทนลดต่ำลง เนื่องจากจะยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดแรงงาน ขณะที่ตำแหน่งงานที่รองรับยังมีจำนวนจำกัด ซึ่งนี่อาจทำให้คุณภาพชีวิตของคนงานที่มีทักษะอาจไม่เป็นไปตามที่วาดหวังเอาไว้

จึงนับเป็นความท้าทายของรัฐบาลจีนอย่างมากที่จะต้องประคับประคองเศรษฐกิจประเทศให้ยังคงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของแรงงาน 2 กลุ่มนี้ให้ได้

เพราะในมุมหนึ่งหากเร่งปฏิรูปเกินไป กลุ่มคนงานไร้ทักษะก็ย่อมจะต้องตกงานออกมาเป็นจำนวนมาก และอาจกลายเป็นปัจจัยสร้างความวุ่นวายในสังคมขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่เร่งดำเนินการปฏิรูป แรงงานมีทักษะซึ่งส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ ก็เสี่ยงจะเกิดปัญหาความผิดหวังเช่นกัน เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้มักมีความหวังในชีวิตที่สูงมากกว่าคนในยุคก่อนๆ แถมไม่ทนกับแนวโน้มการปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมอีกด้วย

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารงานเศรษฐกิจให้สามารถตอบโจทย์คนเหล่านี้ได้ ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นประเด็นลุกลามให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ได้เลยทีเดียว

กรณีความผิดหวังของคนรุ่นใหม่ก็เคยมีตัวอย่างมาแล้วจากกรณีการปฏิวัติในอาหรับเมื่อต้นปี 2010 เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้และในที่สุดก็กลายเป็นชนวนนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย

แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจีนจะไม่เปิดเผยตัวรายละเอียดตัวเลขการว่างงานออกมา แต่จากผลสำรวจของสถาบันวิจัย ไชน่า เฮาส์โฮล ไฟแนนซ์ ของจีน ระบุไว้ในปี 2011 ว่า 16.4% ของนักศึกษาจบใหม่อายุ 25 ปี หรือต่ำกว่านั้น ไม่สามารถหางานทำได้

หลี่กัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส เอแอนด์เอ็ม ยูนิเวอร์ซิตี ซึ่งเป็นหัวหน้าการวิจัยดังกล่าว เผยว่า สถานการณ์การว่างงานของเด็กจบใหม่เมื่อ 3 ปีก่อนกับในวันนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เนื่องจากมีปริมาณนักศึกษาจบใหม่มากเกินไป แถมยังไร้ซึ่งประสบการณ์และทักษะที่เหมาะกับการทำงานในปัจจุบัน

ขณะที่ กั๋ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเว็บไซต์เจาผิน เว็บไซต์สมัครงานชื่อดังในจีน เผยว่า ในปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากกว่าปีที่แล้วสำหรับการหางานของคนจีน

จึงนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างยิ่งสำหรับปัญหาว่างงานบนแผ่นดินมังกร เพราะนี่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่อีกลูกที่จะมาสั่นคลอนการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนได้เลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก