posttoday
ข้อเสนอจากนักการเมืองจัวหวัดชายแดนใต้

ข้อเสนอจากนักการเมืองจัวหวัดชายแดนใต้

18 เมษายน 2557

ความขัดแย้งรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ดำเนินมาแล้วถึง 10 ปี และมีการสูญเสียชีวิตไปเกือบ 6,000 คน รวมทั้งผู้บาดเจ็บกว่า 1 หมื่นคนนั้น เริ่มจะมีความหวังหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดให้มีการพูดคุยสันติภาพกับขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อเดือน ก.พ. 2556 แต่แล้วความหวังเริ่มจะรางเลือนอีกครั้ง เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองส่วนกลาง จนมีผลให้รัฐบาลต้องยุบสภาและอยู่ในฐานะรักษาการ

ความขัดแย้งรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ดำเนินมาแล้วถึง 10 ปี และมีการสูญเสียชีวิตไปเกือบ 6,000 คน รวมทั้งผู้บาดเจ็บกว่า 1 หมื่นคนนั้น เริ่มจะมีความหวังหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดให้มีการพูดคุยสันติภาพกับขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อเดือน ก.พ. 2556 แต่แล้วความหวังเริ่มจะรางเลือนอีกครั้ง เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองส่วนกลาง จนมีผลให้รัฐบาลต้องยุบสภาและอยู่ในฐานะรักษาการ

ความขัดแย้งทางการเมืองส่วนกลางที่ยืดเยื้อไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไรและเมื่อไรนั้นได้สร้างความกังวลให้แก่ผู้คนในจังหวัดชายแดนใต้ไม่น้อย เพราะหลังจากการพูดคุยสันติภาพสะดุดลง เป้าหมายอ่อนแอกลับมาเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งภายหลังการเริ่มพูดคุยสันติภาพเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ และหลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ถวิล เปลี่ยนศรี กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ก็หวั่นไหวว่า เมื่อ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อไป นโยบายการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้จะเดินหน้าหรือถอยหลังกันแน่

นอกจากนี้ นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2555-2557 ซึ่งออกโดย สมช.กำลังจะหมดอายุลงหลังจากดำเนินการมาแล้ว 3 ปี และจะต้องมีการจัดทำนโยบายขึ้นมาใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ แต่เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จึงไม่อาจนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบได้ อย่างไรก็ดี จากที่ได้คุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมช. พบว่าทางออกหนึ่งที่พอเป็นไปได้คือการนำนโยบายฉบับนี้มาปรับแก้ข้อที่เป็นจุดอ่อนและจัดลำดับความสำคัญใหม่ รวมทั้งทำให้นโยบายมีความกระชับมากขึ้น แล้วนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีรักษาการเพื่อพิจารณาก็จะได้นโยบายฉบับปรับปรุง เพื่อนำไปเสนอและขอความเป็นธรรมในกลุ่มย่อยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในสถาบันการศึกษาที่ให้ความสนใจกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดก็จะได้มอบนโยบายให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานในพื้นที่ต่อไป

สำหรับผู้เขียนซึ่งมีโอกาสฟังนักการเมืองจังหวัดชายแดนใต้ ในเวทีสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 จนถึงปัจจุบัน รวมการสานเสวนาที่ดำเนินการมาแล้ว 18 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมสานเสวนาจากหลายพรรค รวมทั้งนักการเมืองไม่สังกัดพรรคทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ

ข้อเสนอทั้งหมดที่ได้มาจากการสานเสวนาของนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนนั้น มีความน่าสนใจ ซึ่งรัฐบาลรักษาการ รวมทั้งถวิล ซึ่งกำลังจะเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในเร็วๆ นี้ ควรรับไว้พิจารณา รวมทั้งนำส่วนที่เห็นด้วยไปปฏิบัติให้เป็นจริง นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวอาจใช้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการปรับปรุงแก้ไขนโยบายของ สมช.ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้

ในที่นี้ขอหยิบยกข้อเสนอจากการสานเสวนานักการเมือง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555-2557 มานำเสนอไว้อีกครั้งดังนี้

ที่ประชุมขอสนับสนุนกระบวนการสันติภาพให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มีความกังวลว่าในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความไม่แน่นอนและมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรอยู่นี้ กระบวนการสันติภาพอาจหยุดชะงักลง ทั้งๆ ที่เข้าใจว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นและฝ่ายที่ร่วมขบวนการฯ มีความพร้อม โดยได้ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้ตอบรับไว้เป็นหัวข้อการพูดคุยแล้ว พร้อมทั้งได้มีข้อเสนอ 2 ข้อต่อฝ่ายขบวนการฯ คือ การลดความรุนแรงและการร่วมกันพัฒนา ดังนั้น หากเรื่องใดเป็นเรื่องที่ฝ่ายข้าราชการประจำสามารถดำเนินการได้ เพราะสอดคล้องกับข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายและไม่ขัดกับกฎระเบียบที่มีอยู่ ก็น่าจะดำเนินการให้มีความคืบหน้าได้ กล่าวโดยเฉพาะคือ ในเรื่องความรุนแรงนั้นฝ่ายบีอาร์เอ็นได้มีข้อเสนอที่ชัดเจนว่า ถ้ามีการปล่อยผู้ถูกคุมขัง/นักโทษข้อหาการเมือง 10 คน และการยกเลิกหมายจับ 10 หมายในหนึ่งเดือน บีอาร์เอ็นจะยุติการปฏิบัติการเป็นรายอำเภอ ซึ่งถ้ามีระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย รองรับ ก็ควรรีบดำเนินการเพื่อลดการสูญเสียชีวิตลง

ขอให้รัฐบาลยอมรับกระบวนการพูดคุยที่ไม่เป็นทางการ หรือที่เรียกว่า Track 2 โดยให้หลักประกันแก่คนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนักการเมือง ฝ่ายประชาสังคม ในพื้นที่ให้ดำเนินการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายขบวนการฯ ได้อย่างปลอดภัย และไม่มีการแทรกแซงจากการหาข่าวของฝ่ายข่าวความมั่นคง

ที่ประชุมขอเสนออีกครั้งหนึ่งให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการสันติภาพ ที่คล้ายคลึงกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งมี อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้กระบวนการสันติภาพมีข้อมูลทางวิชาการ เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะจากคนในพื้นที่และมีการประสานงานได้อย่างกว้างขวางกับทุกฝ่าย รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่การพูดคุย/เจรจาสันติภาพที่เป็นทางการด้วย

จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าประชาชนในพื้นที่จะเรียกร้องให้มาตรฐานการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะไม่เป็นสองมาตรฐานระหว่าง จชต.กับเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ จะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าประชาชนในพื้นที่เริ่มออกสู่ท้องถนน หรือปิดล้อมสถานที่ราชการ เห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองส่วนกลางจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย

ที่ประชุมได้พิจารณานโยบายดังกล่าวในข้อ 6.2.1 “การเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนในพื้นที่ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข โดย 1) ดำรงนโยบายการเมืองนำการทหารและใช้พลังทางสังคมในการมุ่งปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดของทุกฝ่ายจากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหามาสู่การยึดมั่น “แนวทางสันติวิธี” โดยไม่มองกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นศัตรูและมุ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรงมาเลือกใช้ การต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ แทนที่การมุ่งปรับความคิดความเชื่อในเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว” แล้ว มีความเห็นว่า รัฐควรให้โอกาสแก่นักโทษที่เคยใช้ความรุนแรง แต่ได้เปลี่ยนแนวคิดไปใช้แนวทางสันติวิธี (เช่น อดีตผู้นำขบวนการพูโลที่ศาลฎีกาได้พิพากษาคดีให้ลงโทษจำคุกไปแล้ว และนักโทษคดีนี้ได้แสดงออกว่าได้เปลี่ยนความคิดและพร้อมจะสนับสนุนการใช้แนวทางสันติวิธี) โดยให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาคำร้องของญาติในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วย

ที่ประชุมพิจารณานโยบายดังกล่าว ข้อ 6.2.5 2) “สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน” แล้ว มีความเห็นว่ากรณีที่พนักงานสอบสวนทยอยส่งสำนวนคดีให้อัยการทีละคดี หลังจากที่ศาลยกฟ้องคดีก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ในคดีของอับดุลรอซัก คาเดร์ เป็นเหตุให้จำเลยถูกคุมขังไปเรื่อยๆ นั้น ไม่สอดคล้องกับนโยบายข้างต้น รัฐจึงควรจัดให้มีการดำเนินคดีโดยเร็วเพื่อความเป็นธรรมแก่จำเลย

จากข้อเสนอข้างต้นจะเห็นได้ว่านักการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้ความสำคัญแก่กระบวนการพูดคุยสันติภาพและเรียกร้องให้มีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับบุคคลที่มีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐที่เลือกใช้ความรุนแรงต่อสู้กับรัฐ การพูดคุยดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ สมช. และที่สำคัญอดีตเลขาธิการ สมช. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ความขัดแย้งที่รุนแรงในด้านอัตลักษณ์ใน 16 ประเทศ ล้วนแก้ไขได้ก็แต่โดยการเจรจานั้น

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว