
สถานการณ์ "ทะเลจีนใต้" ใหญ่กว่าเรื่อง "ยูเครน"
สถานการณ์ในยูเครนที่ยังไร้ทางออก ได้สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา ยุโรป กับรัสเซีย เพิ่มขึ้นทุกที ฉะนั้นนอกจากคำถามถึงอนาคตของยูเครนจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าการเจรจาตกลงกันไม่สำเร็จ ยังมีผลต่อเนื่องที่ต้องจับตา คือ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย
สถานการณ์ในยูเครนที่ยังไร้ทางออก ได้สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา ยุโรป กับรัสเซีย เพิ่มขึ้นทุกที ฉะนั้นนอกจากคำถามถึงอนาคตของยูเครนจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าการเจรจาตกลงกันไม่สำเร็จ ยังมีผลต่อเนื่องที่ต้องจับตา คือ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย
เวลานี้ สิ่งที่พอจะคาดการณ์กันได้ว่า หากปัญหายูเครนยังยืดเยื้อ ยุโรปและรัสเซียจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากการค้าระหว่างกัน รวมทั้งเรื่องพลังงาน ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นมีผลกระทบน้อยกว่ามาก เพราะไม่ได้พึ่งพาการค้าและพลังงานจากรัสเซีย
สำหรับประเทศไทยมีผลกระทบน้อย เพราะอยู่ห่างไกลกับยูเครน และไทยมีการค้าระหว่างกันน้อยมาก แต่สถานการณ์ที่เราต้องเป็นกังวลมากกว่า คือ สถานการณ์ในหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ที่ต่างอ้างสิทธิอธิปไตยเกินขอบเขตของประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความขัดแย้งนี้มีถึง 6 ประเทศ คือ จีน เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน โดย 4 ใน 6 ของกลุ่มประเทศนี้ เป็นสมาชิกของอาเซียน
แต่เดิมเริ่มต้น ปัญหาอยู่แค่ระดับทวิภาคีของประเทศที่อ้างเส้นเขตแดนทางทะเลของตนที่ทับซ้อนกัน แต่เมื่อภายหลังมีการค้นพบแหล่งพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ทำให้ทะเลจีนใต้ตกอยู่ในความสนใจของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามากขึ้น
เห็นได้จากกรณีที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศนโยบาย Pivot to Asia เมื่อปลายปี 2011 ว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมจะกลับมาเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง ระหว่างการประชุม East Asia Summit ครั้งที่ 6 ที่บาหลี อินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อกันว่าส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ ก็เพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากพลังงานในทะเลจีนใต้ และเพื่อปกป้องประเทศพันธมิตรที่อ้างสิทธิเหนือแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ความจริงปัญหาทะเลจีนใต้มีมาตั้งแต่ปี 1946 ที่ครั้งหนึ่งจีนเคยประกาศว่า หมู่เกาะ Spratly เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้งของจีน ซึ่งต่อมาในปี 1991 จีนได้ประกาศขยายเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลออกไปครอบคลุมหมู่เกาะ Paracel และ Spratly
ในหนังสือชื่อ Asia’s Cauldron : The South China Sea and the End of a Stable Pacific โดยนาย Robert D. Kaplan แสดงความเห็นว่า ต่อจากนี้ไปมหาสมุทรแปซิฟิกจะไม่สงบเหมือนเดิมจากสถานการณ์ทะเลจีนใต้ แต่เห็นว่าไม่น่าจะเกิดสงครามจากการแย่งชิงผลประโยชน์กัน เพียงแต่เราอาจเห็นเรือรบและเรือขนส่งน้ำมันเต็มท้องทะเลจีนใต้
นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่า ในทะเลจีนใต้มีน้ำมันสำรองที่พิสูจน์ได้แล้วถึง 7,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติอีกถึง 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งมีคนจีนตั้งข้อสังเกตว่า ทะเลจีนใต้เป็นเสมือนอ่าวเปอร์เซียที่ 2 “Second Persian Gulf”
ผมมีความเห็นเพิ่มเติมจากที่นาย Kaplan กล่าวไว้ คือ เหตุที่จีนและคู่กรณียังไม่พร้อมทำสงคราม เพราะจีนกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจ และยังคงมีปัญหาภายในจีนอีกมากที่ต้องแก้ไขก่อน ส่วนปัญหาของประเทศคู่กรณี คือ ศักยภาพทางการทหารที่ยังห่างไกลจากจีนอีกมาก และอีกประเด็น คือ แม้ทะเลจีนใต้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะพลังงาน แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องนำขึ้นมาใช้ในวันนี้ เพราะยังสามารถใช้พลังงานจากแหล่งอื่นได้อยู่
ดังนั้น ปัญหาทะเลจีนใต้จึงมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอยู่หลายประเด็นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การอ้างสิทธิอธิปไตยในทะเลจีนใต้ ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การแสวงหาผลประโยชน์ และการร่วมลงทุนในธุรกิจพลังงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันและก๊าซ และการเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจ จึงทำให้บริเวณทะเลจีนใต้หนีไม่พ้นที่จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21
การคลี่คลายปัญหานี้จึงไม่ง่ายนัก เพราะมีความสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกันหลายเรื่อง สำหรับไทยก็มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทะเลจีนใต้ เพราะเมื่อปี 2012 ไทยได้รับเกียรติจากอาเซียนให้เข้ารับตำแหน่งประเทศผู้ประสานงานอาเซียนจีน ช่วงระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2012–2015 ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษา
ที่สำคัญคือ การจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China SeaCOC) ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ และมีความละเอียดอ่อน เพราะไทยเป็นสมาชิกอาเซียนร่วมกับคู่กรณีของจีน
ส่วนจีนนั้น ไทยก็มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ใกล้ชิดกันมาก ทำให้ไทยอยู่ในฐานะที่วางตัวลำบาก ซึ่งโดยหลักการแล้วอาเซียนไม่ควรเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในกลุ่มประเทศที่อ้างสิทธิบนทะเลจีนใต้นี้ แต่เมื่อไทยรับหน้าที่เป็นผู้ประสานแล้ว ก็คงต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
หากมองในแง่ดี ก็อาจเป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงภาวะผู้นำในการเข้าคลี่คลายปัญหาทะเลจีนใต้ หรืออย่างน้อยก็มีส่วนสร้างกลไกในการเจรจาระหว่างอาเซียนและจีนขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
ถึงแม้ชาวโลกจะเป็นห่วงสถานการณ์ยูเครนในวันนี้ ว่าอาจเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก แต่ล่าสุดสถานการณ์ทะเลจีนใต้กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าวิตกยิ่งกว่า เพราะระดับของปัญหาใหญ่กว่าเรื่องของยูเครน หากสถานการณ์บานปลายขยายวงออกไป ไม่เฉพาะแค่ไทยและอาเซียนที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะลามไปถึงการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่นด้วย
นี่คือสัญญาณอันตรายต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลกครับ







