
เพื่อไทยเสียงแตกใช้มาตรา7สู้ กปปส.
น้ำเสียงของคนในพรรคเพื่อไทยและคนแวดล้อมรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไปชัดเจน หลัง ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ประกาศออกมาว่าอาจใช้กลไกมาตรา 7 ขอทูลเกล้าฯ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
น้ำเสียงของคนในพรรคเพื่อไทยและคนแวดล้อมรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไปชัดเจน หลัง ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ประกาศออกมาว่าอาจใช้กลไกมาตรา 7 ขอทูลเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้รัฐบาลพ้นสภาพ ตามคำร้องของไพบูลย์ นิติตะวัน และกลุ่ม 40 สว. จากเดิมที่คัดค้านเต็มสูบ เพราะเป็นแนวทางเดียวกับที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ตั้งใจใช้
“โพสต์ทูเดย์ คุยกับ 3 ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เพื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรา 7 และแนวทางรับมือหากสุดท้ายรัฐบาลจะต้องสิ้นสภาพด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ รมว.ยุติธรรม และเห็นว่าไม่ควรนำเนื้อหาในมาตรา 7 มาใช้ตอบโต้กัน ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาว่าใครเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการทูลเกล้าฯ มาตรา 7 เว้นแต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีอำนาจทูลเกล้าฯ ตามที่ไพบูลย์ได้ยื่นให้ศาลวินิจฉัยก่อนหน้านี้
“ขณะนี้พรรคมีวิธีตั้งรับไว้แล้ว หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาให้รัฐบาลพ้นสภาพ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องนำมาโหมโรงกันในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูรายละเอียดอีกครั้งว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอธิบายกับประชาชนอย่างไร แต่เชื่อว่ามาตรา 7 ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการใช้มาตรา 7 ชัดเจนอยู่แล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2549 ซึ่งทุกฝ่ายควรนำมาคิดให้ละเอียดอีกครั้ง” เรืองไกร กล่าว
ขณะที่ คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร) 2540 และทีมกฎหมายพรรค เพื่อไทย ยืนยันว่า มาตรา 7 ถือเป็นส่วนเกินของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้อย่างไร ที่สำคัญไม่แน่ใจว่าชัยเกษมเสนอขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะมาตรา 7 ทำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น คนที่เสนออาจเข้าใจผิดว่าเมื่อนายกรัฐมนตรี หรือ ครม.พ้นสภาพตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้อีกแล้ว เพราะไม่มีทางที่การเมืองจะเป็นสุญญากาศ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมาลบล้าง มาตรา 181 ได้ แม้นายกรัฐมนตรีหรือ ครม.พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ทำให้เป็นสุญญากาศทางการเมือง นายกรัฐมนตรีและ ครม.ต้องรักษาการต่อไปจนกว่า จะได้รัฐบาลชุดใหม่ และขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร มีแต่เพียงการคาดเดากันไปเองว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยสถานภาพของนายกรัฐมนตรีพ้นสภาพและคณะรัฐมนตรีถูกถอดถอนเท่านั้น
“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางลบล้างมาตรา 181 ได้ แม้นายกฯ หรือ ครม.พ้นสภาพ แต่ต้องรักษาการต่อไป เพราะยังมี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯ และ ครม.รักษาการอยู่ไป กล่าวคือไม่มีทางจะเอามาตรา 7 มาใช้ได้”
อย่างไรก็ตาม พนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ส.ร.2540 และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กลับเห็นด้วย กับการใช้มาตรา 7 เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย หากสุเทพและ กปปส.ยื่นทูลเกล้าฯ ขอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งการขอพระบรมราชวินิจฉัย ก็เพื่อคัดค้านการแต่งตั้งตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของ กปปส. ส่วนจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไรก็พร้อมรับฟัง
พนัส ยืนยันว่า รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็ม ในการขอพระบรมราชวินิจฉัย แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยให้รัฐบาลพ้นสภาพ เนื่องจากมาตรา 181 กำหนดให้รัฐบาลยังต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องการให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง
“ความเห็นของผมคือรัฐบาลต้องรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้พ้นสภาพก็ตาม เพราะสภาพสุญญากาศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะกรณีใด แต่ทั้งหมดต้องติดตามก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามที่ สว.ไพบูลย์ นิติตะวัน ขอให้พิจารณาเรื่องอำนาจของการทูลเกล้าฯ ของรองประธานวุฒิสภาด้วย” พนัส กล่าว







