posttoday
ยื้อคดีสุดฤทธิ์ดิ้นรักษาอำนาจ

ยื้อคดีสุดฤทธิ์ดิ้นรักษาอำนาจ

10 เมษายน 2557

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนองค์กรอิสระนัดชี้ชะตาสถานะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนองค์กรอิสระนัดชี้ชะตาสถานะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้มีผลเฉพาะแค่การชี้เป็นชี้ตายต่อเก้าอี้นายกฯ แต่ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อไปถึงทิศทางการเมืองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนับจากนี้

เมื่อการเคลื่อนไหวที่ลากยาวมาเกือบ 6 เดือน ของ กปปส.ยังไม่อาจสร้างแรงกดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่งรักษาการ เดินหน้าสู่เป้าหมายตั้งนายกฯ คนกลาง และรัฐบาลประชาชน ลุย “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”

ขณะที่อีกด้าน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังคงยืนยันความชอบธรรมที่จะรักษาอำนาจ พร้อมประคับประคองสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ ควบคู่กับการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วง ดึงให้ปัญหาทุกอย่างกลับเข้ามาแก้ไขกันในระบบช่องทางปกติ

เป้าหมายคู่ขนานที่ไม่อาจหาทางออกร่วมกันได้ ทำให้ต่างฝ่ายต่าง “งัดข้อ” กันมายาวนาน และหวังว่าคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระที่จะชี้ขาดกันเร็วๆ นี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญพาประเทศออกจากวิกฤตความขัดแย้งที่เป็นอยู่ ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร

แต่ทว่าประเมินแนวโน้มเวลานี้ เก้าอี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ดังจะเห็นจากอาการ “ดิ้นหนีตาย” พร้อมเปิดเกมยื้อเพื่อประวิงเวลาให้กระบวนการพิจารณาชี้ขาดลากยาวออกไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

เริ่มตั้งแต่คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และต้องรอลุ้นว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะถูกชี้มูลหรือไม่ เพราะหาก ป.ป.ช.ลงมติชี้มูล ย่อมส่งผลให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้รองนายกฯ ลำดับหนึ่ง คือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

คดีนี้ถือเป็นอีกคดีหนึ่งที่มีความสุ่มเสี่ยง เพราะที่ผ่านมานอกจากเสียงคัดค้าน เรียกร้องให้ทบทวนแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายและเปิดช่องทุจริตมากมาย แม้แต่ ป.ป.ช.ยังเคยทำหนังสือถึงรัฐบาลด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ เวลานี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการประวิงเวลาการพิจารณาออกไปให้ได้นานที่สุด

เริ่มตั้งแต่รอบแรก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขอขยายเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไป 45 วัน แต่ ป.ป.ช.มีมติให้ขยายเวลาเพียงแค่ 15 วัน เพราะเอกสารที่ทางทนายความของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขอคัดลอกไม่ได้มีจำนวนมาก และไม่ได้มีความซับซ้อน เวลา 15 วัน น่าจะเพียงพอที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ พร้อมขีดเส้นตายในวันที่ 29 มี.ค. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ หรือทนายความจะต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

แต่ต่อมานายกฯ ขอขยายเพิ่มเติมอีกรอบ ซึ่งรอบนี้ ป.ป.ช.ไม่ขยายเวลาให้เพราะเคยขยายให้แล้วรอบหนึ่ง ทำให้ต้องมาชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 31 มี.ค. พร้อมกับขอเพิ่มให้ไต่สวนพยานฝ่ายรัฐบาล 11 ปาก ใน 13 ประเด็น อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ประธานคณะทำงานตามคำสั่งนายกฯ ที่ 156/2555 ติดตามทุจริตจำนำข้าว พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. หัวหน้าชุดสอบสวน พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกฯ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฯลฯ

ทว่า ป.ป.ช.ได้มีมติให้ไต่สวนพยานเพิ่มเพียงแค่ 3 ปาก จาก 11 ปาก ได้แก่ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง แต่ต่อมากิตติรัตน์ขอเลื่อนการไต่สวนออกไปจากเดิมที่ ป.ป.ช. นัดวันที่ 11 เม.ย. ออกไปเป็นวันที่ 18 เม.ย. เนื่องจากติดภารกิจร่วมประชุมธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 912 เม.ย. ซึ่งนั่นทำให้กระบวนการพิจารณาต้องทอดเวลาออกไป

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อล่าสุดทนายความผู้รับอำนาจจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ทำหนังสือขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก ประกอบด้วย ได้แก่ 1.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะทำงานตามคำสั่งนายกฯ ที่ 156/2555 ติดตามทุจริตจำนำข้าว 2.พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวน หรือ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกฯ 3.วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ 4.นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่านายกฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อการกำกับดูแลนโยบายรับจำนำข้าว

อีกด้านหนึ่ง ยังทำคำร้องขอคัดค้าน วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน จากท่าทีความมีอคติ ซึ่งถือเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านเป็นครั้งที่ 3 แต่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง เนื่องจากเหตุผลไม่เข้าข่ายแห่งการถอด เพราะไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นญาติพี่น้อง หรือโกรธเคืองส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหา

อีกคดีที่สำคัญไม่แพ้กันคือคดีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามาตรา 182 หรือไม่ จากกรณีที่โยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

แน่นอนว่าคดีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสิ้นสุดความเป็นนายกฯ ย่อมมีผลกระทบต่อไปถึงรัฐมนตรีให้ต้องพ้นตำแหน่งทั้งยวง แม้จะยื้อเวลาออกไปได้ยากเพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานมาก ที่สำคัญคดีนี้มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยให้การแต่งตั้งโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้คืนตำแหน่งถวิลด้วยแล้ว ย่อมทำให้ระยะเวลาการชี้ขาดใกล้เข้ามาทุกที

ดังจะเห็นสัญญาณจากฝั่งเสื้อแดงและเพื่อไทยออกมาจุดประเด็นเตรียมเคลื่อนไหวชุมนุมหากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกชี้ขาดให้พ้นสภาพ พร้อมกับหยิบยกประเด็นเรื่องการพ้นสภาพของ ครม.ไปแล้วตั้งแต่ยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้เป็นเพียงแค่การทำหน้าที่รักษาการ ดังนั้นแม้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะมีคำวินิจฉัยให้พ้นสภาพ แต่ก็ไม่มีผลให้รัฐมนตรีที่รักษาการต้องพ้นสภาพ และนำไปสู่สภาวะสุญญากาศได้

สัญญาณทั้งหลายเหล่านี้จึงสะท้อนอาการกัดฟันสู้ในยกสุดท้ายก่อนคดีเหล่านี้จะถูกชี้ขาด เพื่อให้กระบวนการเหล่านี้ลากยาวออกไปได้นานที่สุด

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก