
ศอฉ.แจง โดนบิดเบือน ทหารฆ่าประชาชน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการกองพล ที่รับผิดชอบหน้าที่ในพื้นที่บริเวณรอบราชประสงค์ และนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ นำโดย พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นนายทหารที่มีบทบาทในการวางแผนครั้งนี้ (เพื่อน ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์) พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ แถลงทำความเข้าใจ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ได้ชี้แจงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างวันที่ 1315 พ.ค. ที่มีการกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงให้ออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ทาง ศอฉ.มอบให้ทหาร ตำรวจ ดำเนินการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่แยกราชประสงค์ โดยจำกัดการบริการสาธารณะทุกรูปแบบเพื่อให้ยุติการชุมนุมหรือลดจำนวนผู้ชุมนุม
พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้มีการประกาศแผนปรองดอง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการยื่นข้อเสนอเบี่ยงเบนมาโดยตลอด จนมีผลให้มีการปฏิเสธแผนปรองดอง จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ ศอฉ.ประกอบกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งได้รับมอบภารกิจจากรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรเพื่อยุติการชุมนุมได้ และคืนความสงบสุขให้ประชาชน
“
รวมถึงยังมอบภารกิจโดยให้โจทย์ว่า ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะจากโจทย์ดังกล่าวว่า เราได้มีมาตรการปิดล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้น ทำมา 23 วันแล้ว ซึ่งเจตนารมณ์ของเราคือให้เขาสลายชุมนุมโดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสลาย โดยมีทั้งมาตรการสกัดกั้นคนเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม เพราะเราไม่อยากให้มีคนเข้าไปเพิ่มเติม และตัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งในการดำเนินการต่างๆ เราทำจากเบาไปหาหนักเหมือนเดิม” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดใช้กฎหมายปกติ แต่ต่อมาหลายจังหวัดมีความรุนแรง มีการบุกศาลากลาง ปิดถนน จนรัฐบาลต้องมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์
สำหรับการปฏิบัติในห้วงนี้ เราจะยึดมาตรการจากเบาไปหาหนัก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลายคนอาจจะเบื่อคำนี้ แต่ขอกราบเรียนย้ำและกล่าวซ้ำว่า ที่ ศอฉ.ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนไทยด้วยกัน ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการกดดันทหารที่ถนนราชดำเนิน หรือที่ไทยคมก็ดี เราก็ยังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่ผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรงได้ยึดอาวุธ เผาทำลาย และทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ ศอฉ.จำเป็นต้องปรับมาตรการกฎการใช้กำลังใหม่ แต่ยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอนเหมือนเดิม แต่หลังจากที่มีกองกำลังติดอาวุธแฝงในที่ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการสูญเสีย
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวเอง ด้วยปืนลูกซอง กระสุนจริง ซึ่งจะใช้ใน 3 กรณี คือ 1.หยุดยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ รักษาระยะไว้ หากผู้ชุมนุมยังคิดจะเข้ามา ให้ใช้ลูกซองยิงต่ำ ยิงลงที่พื้น ยิงช่วงล่าง และไม่ให้ยิงผู้หญิงกับเด็กเป็นอันขาด 2.ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้าจะถึงแก่ชีวิต และ 3.ใช้ตอบโต้กองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้ยิงไปเมื่อเห็นเป้าหมายเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการสูญเสียกับประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะไม่ใช้ระเบิดขว้าง เอ็ม 79 หรืออาร์พีจี เพราะอาวุธดังกล่าวใช้ในสงครามเท่านั้น และจากอำนาจทำลายล้างอาจทำให้คนอยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บด้วย จึงถูกสั่งห้ามใช้เด็ดขาด ที่เจ้าหน้าที่ใช้มีเพียงปืนพก ลูกซอง ปืนเอ็ม 16 และปืนเอชเค
” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวพล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ย้อนเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ แต่หลังจากเหตุวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมา เป็นที่ชัดเจนว่ามีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการก่อวินาศกรรมประปราย มียิงเอ็ม 79 ยิงคลังน้ำมัน โดยอ้างว่าเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายสร้างสถานการณ์ควบคู่การชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนมาถึงเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ที่แยกคอกวัว โรงเรียนสตรีวิทย์ จนมีการจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก ทำให้ชัดเจนว่า ในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมที่ไม่หวังดี เป็นกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม สรุปได้ว่า ผู้ชุมนุมมีการดำเนินการในสองส่วนควบคู่กันไป
“
ส่วนที่หนึ่ง คือ ชุมนุมสงบ สันติ พร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง อีกพวก ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรุนแรง พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดสภาพสงครามกลางเมืองให้ได้ อยากชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพความวุ่นวายว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สร้างความสูญเสียให้กับประชาชน อ้างว่าทหารฆ่าประชาชน และต้องการลดความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลสร้างความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม ซึ่งมีกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำอยู่ และเชื่อว่ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมปล่อยข่าวในพื้นที่ชุมนุม อ้างว่ามีทหารอีกฝ่ายช่วยเหลือ โดยมีการยิงเข้ามาใน ร.11 รอ. ซึ่งไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำ ก็ได้มีการปกปิดว่า ระหว่างการ์ดหลายกลุ่มได้มีการทะเลาะกัน
พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวยืนยันว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ทุกคน พลเรือน ตำรวจ ทหาร เป็นพี่น้องของประชาชน ไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชนโดยเด็ดขาด มีคำกล่าวของแกนนำบางคนบอกว่า ให้ทหารหยุดฆ่าประชาชน ซึ่งคำดังกล่าวต้องการใช้ผลการสูญเสียมาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามสร้างภาพว่า ทหารเป็นศัตรูกับประชาชน แต่กลับไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากการชุมนุมของพวกที่ชุมนุมไม่สันติ ไม่พูดถึงเหตุที่เกิดจากกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ ซึ่งแกนนำจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะในข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์ และมุ่งมั่นทำให้เกิดความสงบโดยเร็ว โดยยึดตามกรอบกฎหมาย พื้นฐานมนุษยธรรม
จึงขอความร่วมมือผู้ชุมนุมโดยสันติ และผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายออกจากพื้นที่ชุมนุม และอย่าเข้าไปในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปฏิบัติการทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ กล่าวว่า เมื่อได้รับภารกิจในการสกัดกั้นแยกราชประสงค์ ได้ใช้ 3 หน่วย คือ พล.1รอ. พล.ม.2รอ. และ พล.ร.9 ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยิงเอ็ม 79 อาวุธสงครามเข้าใส่พื้นที่ที่หน่วยทหาร ตำรวจ ที่วางกำลังอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต สิ่งต่างๆ ทำให้หน่วยต้องมีมาตรการเข้มงวดรัดกุมยิ่งขึ้นต้องพยายามแยกแยะประชาชนบริสุทธิ์ ยึดสันติ แยกออกจากกลุ่มก่อการร้ายให้ได้ เห็นได้ว่า จากการวางกำลังรอบพื้นที่ได้มีการเข้าปะทะกันด้วยอาวุธสงคราม มีการเผารถ เผายาง ซึ่งหน่วยยังคงใช้มาตรการ 7 ขั้นตอน ตามที่ได้รับคำสั่งกำชับ ในการใช้อาวุธ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อประชาขน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพโดยรวม
พ.อ.สรรเสริญ โฆษก ศอฉ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทาง ศอฉ.ขอแสดงความเสียใจต่อญาติ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บทุกราย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศอฉ.พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้ยุติการชุมนุม โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ธรรมดาในการรักษาความสงบที่ต้องเผชิญกับกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในผู้ชุมนุมนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คน
ทั้งนี้การเสียชีวิตอาจเกิดได้ใน 4กรณี คือ 1.เกิดจากการทำร้ายกันเอง เพราะจะเห็นว่า การ์ดนปช.มีความขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการสูญเสียเนื่องจากการยิงอาวุธสงคราม ปืนเล็กยาว เอ็ม 79 ลูกระเบิดขว้าง ปะทัดยักษ์ 2.เกิดจากกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม 3.เกิดจากการที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และไม่พอใจกลุ่มนปช.จึงออกมาทำร้ายผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ตามขั้นตอน และ 4. ไม่ปฏิเสธว่า กรณีที่มีการพยายามเคลื่อนเข้ากดดันด่านต่างๆ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ลูกซองยิงไปที่พื้น บังคับกรวยกระสุนให้ตกลงที่ต่ำ เพื่อหยุดยั้งกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาประชิดตัวเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้ง 4 กรณีอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ชุมนุมที่ติดอาวุธได้ประมาณ 30 คนและในตอนเช้าอีกประมาณจุดละ 12คน รวมประมาณ 40 กว่าๆ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดเหตุซึ่งหน้าจะส่งสถานีตำรวจ แต่ถ้าเป็นเหตุที่ไม่ซึ่งหน้าและมีหมายจับอยู่แล้วจะควบคุมตัวไปในพื้นที่ 5 แห่ง เช่น กองบังคับการตำรวจ ค่ายทหาร และสามารถตรวจสอบได้
“
ในส่วนของการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์นั้น ตอนนี้วงล้อมของเจ้าหน้าที่ได้มีการกระชับเข้าไปใกล้ในพื้นที่ราชประสงค์มากเพียงพอแล้ว เพียงแต่รอความพร้อมของกำลังพลที่จะเข้าปฎิบัติการในพื้นที่ แต่ต้องมีการประเมินเรื่องของความเสียหายให้รอบคอบมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีใครเสียชีวิตเพิ่มเติม” โฆษก ศอฉ. กล่าวพ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รมว.ประเทศ ได้รายงานในที่ประชุม ศอฉ.ว่า ได้มีการเชิญทูตของประเทศต่างๆมาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายที่ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่การชุมนุม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฎิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลัง ซึ่งทุกชาติมีความเข้าใจ ทั้งนี้นายกษิต ยังได้ปรามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศอื่นๆว่านี้คือเรื่องภายในประเทศของเรา ให้เราแก้ไขปัญหากันไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอยู่ภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชนแล้ว ขอให้เป็นเรื่องภายในประเทศของเรา
พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1รอ. กล่าวว่า กำลังพลทุกนายของหน่วยได้ปฏิบัติตามนโยบาย ศอฉ.อย่







