
กรมศิลป์ฯ เชิญสรงน้ำพระหายโศก และเทพนพเคราะห์
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรม
โดย...สมาน สุดโต
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรมสรงน้ำเทพนพเคราะห์ และสักการะพระหายโศก เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. 2557 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2557 กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรมสรงน้ำเทพนพเคราะห์ ซึ่งถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีเทพนพเคราะห์ประจำตัวคุ้มครอง และดลบันดาลทั้งสุขและทุกข์สลับกันไปในช่วงชีวิต ดังนั้น ในวันสงกรานต์ซึ่งถือเป็นวันดี วันขึ้นปีใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะกราบไหว้บูชาขอพรจากเทพนพเคราะห์
และในปีนี้ได้มีการนำพระหายโศกมาให้ประชาชนได้สักการะด้วย
เทพนพเคราะห์
ส่วนเทพนพเคราะห์ คือ เทพทั้ง 9 องค์ ผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์)ซึ่งมีเทพบริวารอีก 8 องค์ รวมเป็น 9 องค์ ซึ่งให้โทษหรือสร้างอุปสรรคให้กับมนุษย์มากกว่าจะให้คุณ ต่อมาจึงต้องมีผู้ควบคุมเทพนพเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ พระคเณศ เทพผู้เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล เทพนพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ ประกอบด้วย พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวง
พระจันทร์ ทรงม้า พระอังคาร ทรงมหิงสา พระพุธ ทรงคชสาร พระพฤหัสบดี ทรงกวาง พระศุกร์ ทรงโค พระเสาร์ ทรงพยัคฆ์ พระราหู ทรงพญาครุฑ และพระเกตุ ทรงนาค
ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีปีใหม่ของไทย กำหนดให้วันแรกของเทศกาลเป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า”วันเนา” และวันสุดท้าย เรียกว่า “วันเถลิงศก” ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้วันที่ 13-15 เม.ย. เป็นเทศกาลสงกรานต์ พิธีกรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ใช้น้ำเป็นหลัก เพื่อผ่อนคลายความร้อน ได้แก่ การรดน้ำให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการรดน้ำอัฐิเป็นการแสดงความรำลึกถึงบรรพบุรุษ การสรงน้ำพระพุทธรูป เจดียสถานพระสงฆ์ และรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่
พระหายโศก
สำหรับพระหายโศกนั้น กรมศิลปากร เคยอัญเชิญมาให้ประชาชนสักการะเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พร้อมกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์อื่น เรียกว่า พระนวรัฐพระปฏิมา 9 แผ่นดิน ซึ่งทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปวังหน้า
ประกอบด้วย พระพุทธรูปแสดงธรรม ศิลปะอมราวดี พระพุทธรูปประทานธรรม ศิลปะทวารวดี พระไวโรจนะ ศิลปะศรีวิชัย พระไภษัชยคุรุ ศิลปะลพบุรี พระหายโศก ศิลปะล้านนา พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย พระชัยเมืองนครราชสีมา ศิลปะอู่ทอง พระพุทธรูปมารวิชัย ศิลปะอยุธยา และพระหยกฟาแบร์เช่ ศิลปะรัตนโกสินทร์
ข้อมูลที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ไว้ว่า พระหายโศกนี้เป็นศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ชนิดสำริด
เป็นพระพุทธรูปของหลวงพระราชทาน เดิมไม่ทราบประวัติการสร้างชัดเจน จากพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปสร้างขึ้นในดินแดนล้านนาองค์พระพุทธรูปมีรูปแบบอย่างที่เรียกกันว่า“พระสิงห์” หรือพระพุทธรูปศิลปะล้านนารุ่นแรก แต่ส่วนฐานแสดงว่าสร้างขึ้นในศิลปะล้านนารุ่นหลัง
กล่าวคือ มีพระรัศมีรูปดอกบัวตูม พระอุษณีษะรูปมะนาวตัดทรงสูง เม็ดพระศกขนาดใหญ่ พระพักตร์กลม พระปรางค์อิ่ม พระขนงสลักเป็นเส้นวงโค้ง พระเนตรฝังมุก เปลือกพระเนตรหนา ปิดลงครึ่งหนึ่ง พระนาสิกโด่งแต่สั้น พระโอษฐ์จีบ แย้มที่มุมโอษฐ์เล็กน้อย แสดงปีติสุขจากภายในพระหนุเป็นปม ใบพระกรรณยาว
พระศอเป็นปล้อง พระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน ครองจีวรห่มเฉียงบางแนบพระองค์ ชายสังฆาฏิเหนืออังสา ซ้ายเป็นแถบขนาดเล็ก สั้นเหนือพระถัน ปลายเป็นรูปเขี้ยวตะขาบ เบื้องหลังยาวจรดฐาน ซ่อนชายใต้พระที่นั่ง ประทับขัดสมาธิเพชร พระบาทไขว้กัน แลเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง มีชายจีวรตกจากข้อพระบาทเป็น 2 แฉก
พระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย คือ พระหัตถ์ขวาวางคว่ำเหนือพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงเบื้องล่าง หมายถึงการอ้างพระธรณีเป็นพยาน นิ้วพระหัตถ์กลมกลึง แสดงแนวเส้นโค้งอย่างอ่อนหวาน อันเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของศิลปะล้านนา
พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระเพลา มีชายจีวรพาดผ่านข้อพระกรขวาไปถึงต้นพระเพลา ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ ส่วนฐานหล่อติดกับองค์พระ ลักษณะเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย ชั้นบัวหงายมีแบบอันเป็นพิเศษ มีขนาดใหญ่กว่าบัวคว่ำ และตกแต่งลวดลายอย่างวิจิตร โดยทำเป็นกลีบบัวรูปหยักแหลมขนาดใหญ่ 4 กลีบ กลีบบัวด้านข้าง 2 กลีบ ทำเป็นกลีบบัวยาวงอนช้อยลงเบื้องล่าง เรียกว่า “ฐานบัวงอน” ภายในกลีบบัวตกแต่งลายพันธุ์พฤกษา (ลายช่อดอกโบตั๋น) ท้องไม้สลักลายดอกกลมเป็นระยะ บัวคว่ำเรียบไม่มีลายตกแต่ง ลวดบัวคว่ำประดับลายเม็ดประคำเป็นลายเนื่องอย่างเรียบง่าย
พระพุทธรูปล้านนาซึ่งมีฐานสูงและมีลวดลายตกแต่งมาก โดยเฉพาะฐานบัวงอน นิยมสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ดังนั้น พระหายโศกจึงควรสร้างขึ้นในระยะเวลานั้น
ประวัติความเป็นมาของพระหายโศก ปรากฏอยู่ในจารึกหลังฐานพระพุทธรูป ซึ่งจารึกด้วยอักษรไทย ภาษาไทย สมัยรัตนโกสินทร์ ความว่า “พระหายโศก มาถึงกรุงเทพฯ วัน 1 11+ 5 ค่ำ (วันอาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5) ปิ์มเสงยังเป็นอัฐศก ศักราช 12-18” ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เม.ย. 2399 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สันนิษฐานว่าส่งมาจากล้านนา
สงกรานต์นี้ จึงเชิญไปสรงน้ำและบูชาเพื่อว่าบ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุข ประชาชน อยู่ดี กินได้ ทั่วกัน







