
ปมย้าย"ถวิล"พ่นพิษจุดจบ"ยิ่งลักษณ์"
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” สำหรับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จริงๆ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา และคณะที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายิ่งลักษณ์สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 หรือไม่ จากกรณีที่โยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่มิชอบ ทำให้กลุ่ม สว.คณะนี้ ตีความว่านายกฯยิ่งลักษณ์ได้กระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 ซึ่งมีบทบัญญัติพอสังเขปว่า “นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ” ดังนั้น การฝ่าฝืนข้อห้ามในมาตรา 266 และ 268 ย่อมเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182
ไม่เพียงเท่านี้ ในคำร้องของกลุ่ม สว.สรรหา ไม่ได้แค่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย จึงเป็นเหตุผลทำไมคดีนี้ถึงส่งให้ยิ่งลักษณ์อยู่ในภาวะโคม่ายิ่งกว่าคดีรับจำนำข้าวที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
กล่าวคือ ถ้าในอนาคตคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นว่าคดีจำนำข้าวมีความผิดจริงจะมีเพียงยิ่งลักษณ์คนเดียวที่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป แต่สำหรับคดีการโยกย้ายถวิลนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำร้องของ สว. ย่อมเป็นผลให้รัฐมนตรีที่เหลือต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนคดีรับจำนำข้าว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯ ทำคำชี้แจงภายใน 15 วัน ผิดกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังต้องเรียกรัฐมนตรีอีก 3 คนมาชี้แจงเพิ่มเติม จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมกลุ่มคนเสื้อแดงถึงออกมาเคลื่อนไหวกดดันการทำงานขององค์กรอิสระอย่างหนักหน่วงในเวลานี้ เพราะถ้าถึงที่สุดแล้วนายกฯ และ ครม.ทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่งขึ้นมาจริงๆ นั่นย่อมหมายถึงความเป็นไปได้ของการมีนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ตามแนวคิดของ กปปส. ก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูแนวโน้มในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและข้อต่อสู้ต่างๆ ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่ม สว.แล้ว สามารถประเมินได้ในระดับหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางหนึ่งใดภายใต้ 3 แนวทางดังต่อไปนี้
แนวทางที่ 1 : ศาลยกคำร้อง
สาระสำคัญที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแนวในทางนี้มี 2 ประเด็น ประกอบด้วย
1.ศาลรัฐธรรมนูญต้องเห็นว่าในเมื่อนายกรัฐมนตรีรวมไปถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว จึงย่อมไม่อาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและ ครม.ได้อีก
2.คำพิพากษาของศาลปกครองไม่ได้ระบุว่า การโยกย้ายถวิลเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 แต่เป็นเพียงการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เท่านั้น ประกอบกับนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ซึ่งสมควรเข้าข่ายได้รับการยกเว้นให้นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268
แนวทางที่ 2 : วินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งเพียงคนเดียว
หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแนวนี้ หมายความว่า แม้ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาว่าการโยกย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญด้วย และย่อมมีผลให้คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีเฉพาะของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเพียงคนเดียวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182
ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่ เหมือนกับการพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ของ “สมัคร สุนทรเวช” และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2551 แต่รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นยังสามารถปฏิบัติต่อไปได้ จนกระทั่งสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการเลือกนายกฯ คนใหม่
แนวทางที่ 3 : วินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์และ ครม.ทั้งคณะออกจากตำแหน่ง
แนวทางนี้เป็นแนวทางที่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้เกิดมากที่สุด เพราะหมายความถึงการที่นายกฯ และ ครม.ต้องออกจากตำแหน่งทุกคน หากคำวินิจฉัยออกมาในรูปแบบนี้จะเท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 180 ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของ ครม.ทั้งคณะอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ในเมื่อนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยสาเหตุของการขาดคุณสมบัติแล้ว ย่อมเป็นผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
พรรคเพื่อไทยเตรียมงัดรัฐธรรมนูญขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษาสถานะของรัฐบาล โดยจะชี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่ง แต่การพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลเฉพาะตัวนายกฯ คนเดียวเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ จะต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนมีรัฐบาลใหม่ตามมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่”
ที่สุดแล้วไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางใด ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าการเมืองไทยจะสามารถเข้าสู่ความสงบได้







