
ถามหา"มาตรฐาน"การกำจัดขยะ
เรื่องขยะบ้าน (Domestic Waste) กับขยะอุตสาหกรรม (Industrial Waste) ซึ่งมีความเป็นอันตรายสูง (Hazardous) กลับมาได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ 150 ไร่ ในซอยแพรกษา 8 นิคมอุตสาหกรรมบางปู สมุทรปราการ ที่ทำให้มีผู้ป่วยกว่า 1,400 คน จากการสูดควันพิษไฟไหม้
เรื่องขยะบ้าน (Domestic Waste) กับขยะอุตสาหกรรม (Industrial Waste) ซึ่งมีความเป็นอันตรายสูง (Hazardous) กลับมาได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ 150 ไร่ ในซอยแพรกษา 8 นิคมอุตสาหกรรมบางปู สมุทรปราการ ที่ทำให้มีผู้ป่วยกว่า 1,400 คน จากการสูดควันพิษไฟไหม้
ขณะที่สถานการณ์มลพิษและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในปีนี้ ก็ยังเข้าขั้นวิกฤตแทบทุกด้าน เมื่อผลการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบว่า “ขยะ” ถูกจัดเป็นปัญหาอันดับแรกที่ต้องเยียวยาอย่างเร่งด่วน
ความจริงแล้ว ปัญหาขยะบ้านและของเสียที่เป็นอันตรายในบ้านเรามีมายาวนาน และเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปของทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ว่าการกำจัดขยะต้องจัดการให้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อประชากรเพิ่ม เศรษฐกิจก็ขยายตัวไปพร้อมกับอุตสาหกรรม ยิ่งทำให้มีปริมาณขยะของเสียเพิ่มขึ้นไปด้วย
คำถามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่า ทำไมเรายังไม่สามารถกำจัดขยะได้อย่างเป็นระบบและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนได้ ก็คงเป็นเพราะภาครัฐไม่ได้ใส่ใจจริงจังกับเรื่องนี้ ไม่ว่าในเชิงนโยบาย หรือการนำกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการให้ความรู้กับชุมชนถึงความจำเป็นในการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี
ดังนั้น เมื่อปริมาณขยะมีจำนวนมาก ก็ต้องมีที่กำจัด หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหรือท้องถิ่นจึงเข้าดำเนินการเองหรือบางกรณีได้เปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาจัดการ ทั้งการจัดเก็บ ขนส่งขยะ รวมทั้งจัดหาแหล่งฝังกลบ ตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
แต่บ่อยครั้งกลับพบว่าขยะเหล่านั้นถูกนำไปทิ้งในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชน เช่น พื้นที่ป่า หรือหากเป็นกรณีใกล้ชุมชน ก็จะอาศัยที่ดินของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นที่ฝังกลบ หรือบ่อขยะ ซึ่งทำให้ยากต่อการกำกับดูแลและควบคุมจากภาครัฐ
อุปสรรคสำคัญอีกเรื่อง คือ ไม่มีผู้ใดอยากให้กองขยะอยู่ใกล้กับที่อยู่อาศัยของตัวเอง หรือที่ฝรั่งมักจะเรียกกันว่า Not In My Back Yard หรือ NIMBY จึงมักจะมีการต่อต้านจากประชาชนในการก่อสร้างบ่อขยะ หลุมฝังกลบและเตาเผา ทำให้นักลงทุนในธุรกิจการกำจัดขยะที่มีคุณภาพไม่กล้าเข้ามาลงทุน
ความจริงเรื่องการกำจัดขยะไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน หรือมีเทคโนโลยีขั้นสูง จะเห็นได้ว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่เพียง 3 กลุ่มหลักเท่านั้น คือ
กลุ่ม 1 กลุ่มผู้ผลิตขยะ ทั้งขยะบ้านและขยะอุตสาหกรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นทางของการก่อกำเนิดขยะ กลุ่มนี้จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อปริมาณและประเภทของขยะที่เหลือใช้ นอกจากจะมีหน้าที่แยกขยะแล้ว ยังต้องพยายามลดปริมาณ ต้องมีความพร้อมในการเสียค่าใช้จ่าย และติดตามว่าขยะเหล่านั้นถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
กลุ่ม 2 ผู้ดำเนินการกำจัดขยะ ซึ่งรวมถึงผู้จัดเก็บและให้บริการขนส่งขยะ ในส่วนนี้ หากเป็นขยะทั่วไป องค์กรท้องถิ่นมักจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ส่วนขยะอันตรายนั้น โดยทั่วไปจะเป็นเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดำเนินการ การกำจัดขยะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบหรือเผา หรือนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ถ้ากลุ่มนี้จงใจไม่กำจัดขยะให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยชุมชนอย่างมาก เช่น การนำขยะอันตรายไปเททิ้งในบ่อขยะบ้าน อย่างที่เกิดขึ้นที่แพรกษา ผู้ดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องมีสำนึกรับผิดชอบสูงสุด จากการสร้างหลุมฝังกลบที่ได้มาตรฐานที่เป็นไปตามประเภทของขยะ ทั้งขยะทั่วไปและขยะอันตราย
กลุ่ม 3 ได้แก่ องค์กรภาครัฐ ที่มีหน้าที่กำหนดเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติ มาตรฐานการดำเนินงาน ตลอดจนการควบคุมให้ผู้ดำเนินการกำจัดในกลุ่มที่ 2 ปฏิบัติตามมาตรฐานที่มีอยู่ ซึ่งองค์กรในกลุ่มที่ 3 นี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้ดำเนินการในกลุ่มที่ 2 เนื่องจากหากขาดข้อบังคับหรือมาตรฐานที่ดีและเหมาะสม หรือขาดการตรวจสอบที่ดีพอแล้ว จะทำให้การกำจัดขยะเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่หลายครั้ง
ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาช่วยกันคิดและสนับสนุนให้ภาครัฐมีแนวนโยบายและแผนการจัดการกับขยะอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล แม้จะต้องเผชิญกับค่าบริการกำจัดขยะที่สูงขึ้นก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตขยะจะต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องกำหนดราคากลางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายในการกำจัดขยะแต่ละประเภท ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบของผู้ดำเนินธุรกิจการกำจัดขยะของเสีย
เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษานี้ เราสามารถยกขึ้นเป็นกรณีศึกษาได้ชัดเจน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนาระบบการจัดการกับขยะบ้านและขยะอุตสาหกรรมอย่างมีมาตรฐานที่ดีขึ้น
คำว่า “มาตรฐาน” เป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ อาจต้องเริ่มจากการพิจารณาใช้หลักการ Polluter pays principle คือ ผู้ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม ต้องยอมจ่าย เพราะหากเราต้องการการจัดการและมาตรฐานที่ดีแล้ว ไม่อาจหลีกเลี่ยงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการกำจัดแบบไม่ได้มาตรฐาน นั่นหมายความว่า สังคมก็ต้องพร้อมเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าปล่อยให้ขยะเข้าไปทำลายสิ่งแวดล้อม น้ำใต้ดิน อากาศ และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สุขภาพอนามัยของประชาชนจนไม่สามารถจะแก้ไขได้ ตามมาด้วยการบังคับใช้กฎหมาย
วันนี้เราจะมีเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้มีการกำจัดขยะอย่างเป็นมาตรฐาน ไม่ยอมรับบ่อขยะ หลุมฝังกลบ หรือเตาเผาที่ไร้มาตรฐาน
หลายประเทศทั่วโลก และแม้แต่ประเทศใกล้บ้านเรา อย่างเช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีการจัดการกับขยะบ้าน ขยะอุตสาหกรรม รวมทั้งน้ำเสีย เป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะประเทศเหล่านี้เข้าใจดีว่า การกำจัดขยะต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ของฟรี ฉะนั้น หากจะให้เกิดผลก็ควรมีค่าตอบแทนในการให้ผู้ที่เข้ามาดำเนินการกำจัดขยะที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
มิฉะนั้น เราก็คงจะต้องวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ และที่สำคัญคือการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพจากภาครัฐ
ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มมีผู้ประกอบการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานบ้างแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับและควบคุมโดยรัฐและท้องถิ่นอย่างเคร่งครัดครับ







