
เอฟบีไอบินร่วมสืบสวนคดี"ติ๊งต่าง"
ทีมพฤติกรรมศาสตร์เอฟบีไอ จะเดินทางมาประสานกับกองปราบปรามในวันที่ 9 เม.ย. เพื่อขยายผลและตรวจสอบพฤติกรรม "ติ๊งต่าง"ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าข่มขืนเด็กหญิง
ทีมพฤติกรรมศาสตร์เอฟบีไอ จะเดินทางมาประสานกับกองปราบปรามในวันที่ 9 เม.ย. เพื่อขยายผลและตรวจสอบพฤติกรรม "ติ๊งต่าง"ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าข่มขืนเด็กหญิง
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า หน่วยพฤติกรรมศาสตร์ของ หน่วยสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ จะเดินทางมาถึงเมืองไทยในวันที่ 9 เม.ย.นี้ เพื่อเข้าสอบสวนขยายผลคดี นายติ๊งต่าง หรือหนุ่ย อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาฆาตกรต่อเนื่องฆ่าข่มขืนเด็กเหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2556 ทั้งนี้เพื่อทำเป็นกรณีศึกษา และดูว่าฆาตกรรายนี้ยังปิดบังข้อมูลหรือเหยื่อรายอื่นอีกหรือไม่ เนื่องจากผู้ต้องหาเข้าข่ายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นอันตรายมากในสังคม
ทั้งนี้ นายติ๊งต่าง ได้ลักพาตัวน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 6 ขวบ จากบริเวณสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง ไปข่มขืนกระทำชำเรา และฆ่าทิ้งศพในพื้นที่รกร้างใกล้สถานีรถไฟฟ้า ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ให้การรับสารภาพ และยอมรับว่า นอกจากน้องการ์ตูนแล้ว นายหนุ่ยยังได้ก่อเหตุกระทำอนาจารเหยื่อมาแล้วนับ 10 ราย และฆ่าตายมาแล้ว 4 ศพ เริ่มตั้งแต่ปี 2551 หลังพ้นโทษในคดีพรากผู้เยาว์ฯ มาเป็นเวลา 3 ปี โดยน้องการ์ตูนเป็นศพสุดท้าย ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาให้ประหารชีวิต แต่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาจึงลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิต
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าวต่อว่า การเดินทางมาของเอฟบีไอ นั้นเพราะกองปราบปรามได้ร้องขอให้มาช่วยเหลือในฐานะผู้ชำนาญการ เพราะตำรวจไทยจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการทำคดีลักษณะนี้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน เนื่องจากเป็นคดีที่ต่างจากคดีธรรมดาที่เกิดขึ้น และตำรวจไทยเองยังขาดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำคดีฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้บางครั้งไม่ได้สอบสวนขยายผลในบางคดีจนปล่อยผ่านเลยไปทั้งที่อาจจะมีผู้เสียหายมากกว่าที่ตำรวจรู้ และเชื่อเพียงคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเท่านั้น
“ทุกวันนี้มีคนป่วยทางจิตเดินบนถนนกันเต็มไปหมด หากเราศึกษาคดีนี้อย่างเป็นระบบ ก็จะเห็นพฤติกรรมของคนร้ายลักษณะนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบกับคดีอื่นๆ อีกในอนาคต” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองปราบปราม ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมตำรวจของไทย กล่าวว่า เอฟบีไอ จะใช้ห้องปฏิบัติการของกองปราบฯ เป็นที่ทำการ จากนั้นจะทำตามขั้นตอนการสอบสวนของทาง เอฟบีไอ ที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีฆาตกรต่อเนื่อง โดยจะมีตำรวจไทยซึ่งเป็นตัวแทนจากภูธรภาค 1-9 ภาคละสองคนเข้าร่วมศึกษาด้วย ก่อนที่ เอฟบีไอ จะวางโครงร่างกำหนดกรอบของคดีแล้วเสร็จก็จะเดินทางกลับ ส่วนตำรวจไทยก็จะดำเนินการต่อตามที่ เอฟบีไอ วางรูปแบบการสืบสวนสอบสวนไว้







