
แดงระดมพล "อักษะ" สัญลักษณ์ ชนอำมาตย์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เสาร์ 5 เม.ย. นัดชุมนุมครั้งสำคัญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ประกาศให้เป็นการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนต้องทำ “ศึกหนัก” หลังจากเทศกาลสงกรานต์ ความน่าสนใจที่สำคัญของการชุมนุมเที่ยวนี้ยังอยู่ที่การปรับยุทธศาสตร์หันมาบุกเบิกตั้งเวทีชุมนุมใหญ่ถึงถนนอักษะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ชัดเจนว่าการออกมาวอร์มมวลชนคนเสื้อแดงในเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณเปิดหน้าเตรียมชนกับ กปปส. พร้อมเป็นกองกำลังพิทักษ์รัฐบาลเพื่อไทย ที่สะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้า จนเก้าอี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มสั่นคลอนรุนแรง โดยเฉพาะกับคดีร้อนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กรอิสระที่งวดจะเข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาดในเร็วๆ นี้
โดยเฉพาะกับคดีที่กำลังเป็นที่จับตาตอนนี้คือ คดีที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว. สรรหา นำรายชื่อ 28 สว. ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะสิ้นสภาพความเป็นนายกฯ ตามมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 กรณีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนตำแหน่งถวิล ภายใน 45 วัน
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา ซึ่งประเมินทิศทางแล้วคดีนี้น่าจะใช้เวลาพิจารณาและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดได้ภายในเวลาไม่นาน และหากกรณีที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสภาพย่อมส่งผลสั่นสะเทือนไปถึง ครม. ทั้งคณะที่ต้องสิ้นสภาพตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้การเมืองเกิดสุญญากาศเปิดช่องให้เดินหน้าตั้งนายกฯ คนกลางมาลุยปฏิรูป
หากกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้นายกฯ ไม่พ้นสภาพ ก็ยังมีคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกคดีที่ต้องลุ้นว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะถูกชี้มูลหรือไม่ เพราะหากชี้มูลและต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เปิดทางให้รองนายกฯ เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งถือเป็นอีก “ตัวแปร” ที่มีผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเมืองเช่นนี้ ทำให้ นปช.ต้องเร่งยกเครื่องปรับโครงสร้างภายในก่อนออกมาเดินเครื่องปลุกมวลชนแดงกันยกใหญ่ หลังจากที่ นปช.แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง หลังเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553
การตั้งเป้าระดมมวลชนคนเสื้อแดงให้ได้ 5 แสนคน รอบนี้จึงถือว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวนับจากนี้
ประการแรก ถือเป็นการพิสูจน์ “ศักยภาพ” การกลับมาของ จตุพร ที่ถูกวางตัวให้มาคุมทัพ นปช. แทน ธิดา ถาวรเศรษฐ์ การระดมมวลชนรอบนี้ จึงเป็นการหยั่งเสียงวัดการตอบรับว่าจะทำให้บรรดาแกนนำมวลชนคนเสื้อแดงที่เคยกระจัดกระจาย สามารถกลับมารวมตัวเหนียวแน่นเหมือนที่ผ่านมาได้อีกครั้งหรือไม่
ประการที่สอง ถือเป็นการประชันกำลังครั้งสำคัญระหว่างคนเสื้อแดงและ กปปส. เพราะที่ผ่านมาในการเคลื่อนไหวใหญ่ของ กปปส.มีมวลมหาประชาชนเรือนแสนเรือนล้านออกมาร่วมชุมนุม ทำลายสถิติทุกการชุมนุมที่ผ่านมา ครั้งนี้ทาง นปช.ที่ออกมาโต้แย้งว่า กปปส.ไม่ใช่ตัวแทนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องแสดงพลังให้เห็นว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับ กปปส.
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนทำเลมาปักหลักชุมนุมที่ถนนอักษะรอบนี้มีเหตุผลหลายข้อ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใน จ.นครปฐม ไม่ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ตามประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ดังนั้น คนที่จะมาร่วมชุมนุมสามารถทำได้ อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาถูกดำเนินคดีตามมาภายหลัง
นอกจากนี้ ยังถือเป็นพื้นที่ปลอดภัย บริเวณโดยรอบเป็นที่ราบ ไม่มีตึกสูงให้เป็นที่กำบังของฝ่ายที่จ้องจะโจมตี หรือมือที่สามที่หวังสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปั่นป่วน ดังนั้น แม้จะมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากก็สามารถดูแลรักษาความปลอดภัยได้ไม่ยาก
อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ต้องระดมมวลชนกันไกลจากกรุงเทพฯ เป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่ม กปปส. ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่สวนลุมพินี ดังนั้น หาก นปช.นัดระดมพลครั้งใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ย่อมอาจเกิดการปะทะได้ไม่ยาก โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งกำลังคุกรุ่น ยิ่งที่ผ่านมามีบทเรียนจากเมื่อครั้งนัดรวมพลที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานและเกิดการปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต
นอกจากนี้ การเลือกพื้นที่ถนนอักษะเป็นพื้นที่ชุมนุมยังถูกเชื่อมโยงไปถึงบรรยากาศความร่มรื่นสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดเด่นเป็นถนนเส้นยาว 3.98 กม. มีเสาโคมไฟรูปหงส์ 979 ต้น ดังนั้น ภาพการชุมนุมที่ตั้งเป้าจะมีคนเรือนแสนออกมาร่วมชุมนุมเต็มถนนนั้น ย่อมสามารถแสดงพลังของ นปช.รอบนี้ได้เป็นอย่างดี แถมยังชวนให้นำไปเปรียบเทียบกับภาพมวลมหาประชาชนที่ออกมารวมตัวที่ถนนราชดำเนิน
แต่ที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้อยู่บริเวณเขตพระราชฐาน ย่อมอาจจะมีปัญหาในการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง แต่ทางจตุพรยืนยันจะชุมนุมในพื้นที่แห่งนี้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
การระดมพลคนเสื้อแดง 5 แสนคน ในวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. รอบนี้ จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเป้าหมายที่ประกาศต้องทำความไม่เป็นประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้







