
"กระจายอำนาจ"หัวใจปฏิรูปชุมชน
เมื่อพูดถึงเรื่องการปฏิรูปชุมชน สิ่งที่ภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ผลักดันเรื่องนี้เห็นพ้องต้องกัน คือ ต้องพุ่งเป้าไปที่การกระจายอำนาจให้ชุมชนสามารถปกครองตัวเองได้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เมื่อพูดถึงเรื่องการปฏิรูปชุมชน สิ่งที่ภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ผลักดันเรื่องนี้เห็นพ้องต้องกัน คือ ต้องพุ่งเป้าไปที่การกระจายอำนาจให้ชุมชนสามารถปกครองตัวเองได้ ซึ่งวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) ที่มีองค์กรชุมชนรวมตัว 1 แสนองค์กรทั่วประเทศ ได้สรุปข้อเสนอ 4 เรื่องใหญ่ที่สอดคล้องกับแนวคิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ทุกฝ่าย ทุกขั้วการเมืองต้องหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และเน้นย้ำว่าต้องเดินหน้าปฏิรูปทันที
ทั้งนี้ ข้อเสนอ 4 เรื่องนี้ ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครอง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงบทบาทของสภาพลเมือง ให้เป็นกลไกสำคัญในการทำงานและส่งเสริมให้ภาคประชาชนได้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างมีนัย เพื่อถ่วงดุลกับอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ พร้อมกับแก้ไขสาระสำคัญต่างๆ
2.ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ ให้รองรับกับการแก้ไขปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้าง เช่น แก้ไขอำนาจนิติบัญญัติให้ สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคและเลือกจากกลุ่มอาชีพ รวมทั้งให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง
3.ด้านอำนาจบริหาร เสนอให้ยุบราชการส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น โดยมี พ.ร.บ.จังหวัดปกครองตนเอง ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และให้โอนอำนาจจัดการในด้านต่างๆ ไปยังจังหวัด เช่น การศึกษา การจัดการทรัพยากร การจัดสรรรายได้ไม่น้อยกว่า 70% รวมทั้งมีหน้าที่ในการออกข้อบัญญัติและแผนพัฒนาของตนเอง ขณะที่อำนาจส่วนกลางให้คงไว้เฉพาะงานหลัก 4 ด้านเท่านั้น คือ งานด้านความมั่นคง การต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรม และนโยบายด้านการคลังของประเทศ
4.เสนอให้มีการปฏิรูปอำนาจตุลาการ เปลี่ยนวิธีการพิจารณาความจากการกล่าวหาเป็นการไต่สวน มีคณะลูกขุนและมีทนายท้องถิ่น ควรกำหนดให้มี พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม แก้กฎหมายให้คดีที่เกี่ยวกับการทุจริตไม่มีอายุความ สามารถรื้อคดีได้ และมีบทลงโทษที่หนักกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า สิ่งที่เป็นข้อสรุปจากการรับฟังความเห็นด้านการปฏิรูปตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือ เรื่องการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ข้อเสนอทั้ง 4 เรื่อง เปรียบเสมือนการยกของหนักที่ต้องการการแบ่งเบาร่วมกัน จึงถือเป็นแนวคิดที่ยังต้องการความคิดเห็นจากทุกฝ่ายโดยไม่เลือกข้าง โดยทั้งหมดจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ในตัวของมันเอง เช่น เรื่องของทรัพยากรในท้องถิ่นที่ควรได้รับการปกป้องสิทธิ ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นของประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และควรจะเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะมากขึ้น
“เมื่อการขยายพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาชนเปิดกว้างขึ้น การเข้ามาหาประโยชน์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจหรือการลงทุนจากต่างประเทศ อิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติก็จะถูกกลไกจากประชาชนเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลได้” บัณฑูร กล่าว
บัณฑูร ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกลไกการเข้าสู่อำนาจให้ได้นักการเมืองที่ไว้ใจได้ การปฏิรูปคือการกำกับการใช้อำนาจรัฐต้องไม่ถูกกดทับด้วยความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องให้กระบวนการในการปฏิรูปมากกว่าเนื้อหา กล่าวคือ องค์กรที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปควรดึงพลังที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมออกมาให้ได้มากที่สุด
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่ระบุว่า หัวใจของการปฏิรูปชุมชน คือ การกระจายอำนาจเพื่อให้อำนาจท้องถิ่นในการบริหารชุมชนตัวเองได้มากยิ่งขึ้น จัดการอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐส่วนกลางและท้องถิ่น โดยนอกจากให้ท้องถิ่นจัดการตนเองได้แล้ว ยังต้องเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นจัดการ ในระดับจังหวัดต้องมีผู้ว่าจังหวัดปกครองตนเอง ระดับท้องถิ่นให้เหลือเทศบาลและ อบต. ในขณะที่ต้องมีกลไกจัดการอำนาจหน้าที่ กำกับทิศทางการพัฒนา มีหน่วยงานที่ตรวจสอบได้โดยตรง
ไพโรจน์ ระบุว่า ที่ผ่านมาได้เห็นแล้วว่าเมื่ออำนาจอยู่กับส่วนกลาง มักโน้มเอียงการตัดสินใจโดยเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มหรือนักการเมือง หากไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจให้ประชาชนเข้าไปจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นหรือชุมชนตนเองได้ วงจรเดิมๆ ก็จะกลับมาอีก และจะยังอยู่ ไม่ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม







