
พรรคร่วมฯชงสูตรรัฐบาลปฏิรูปวาระ1ปีครึ่ง
เมื่อทำสัญญาประชาคมว่าหลังจากได้พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ จะมีขั้นตอนและกรอบเวลา เมื่อทุกอย่างกำหนดเป็นปฏิทิน ฝ่ายการเมืองก็ไม่กล้าบิดพลิ้ว
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองไทย ณ จุดนี้นอกจากจะอยู่ในภาวะสุญญากาศแล้วยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เรียกว่า “ไร้ทางออก” จากที่ กปปส. กับรัฐบาล ยังไม่มีจุดร่วมที่เป็นทางออกท่ามกลางความรุนแรงจากเหตุระเบิดรายวัน อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ให้ทัศนะกับโพสต์ทูเดย์ว่า การเมืองยังมีทางออกเพียงแต่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
“ตอนนี้มันอยู่ที่สำนึกของแต่ฝ่าย ที่คุณบอกว่ารักชาติ รักมหาประชาชน คุณรักจริงหรือเปล่า เพราะมวลมหาประชาชนของฝ่าย กปปส.หรือของฝ่าย นปช. ผมเชื่อเลยทั้งหมดว่ามีเป้าหมายตรงกันทั้งนั้น คือ ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่นี่ลองดูสิปรากฏว่าวันที่ 29 มี.ค.ฝ่ายหนึ่งระดมออกมา อีกฝ่ายจะระดมออกมาวันที่ 5 เม.ย. ไม่ได้มาระดมกอดคอร่วมกันว่าจะพาประเทศไทยไปสู่ประชาคมอาเซียน หรือร้องเพลงรักประเทศไทยด้วยกัน แต่กลับกลายเป็นว่าจ้องจะยืนห้ำหั่นกัน ตรงนี้เป็นห่วง เพราะถ้ามาแบบต่างคนต่างถือมีด ถือปืนแบบนี้ประเทศชาติมันจะอยู่อย่างไร”สมศักดิ์ ระบุ
สมศักดิ์ มองถึงสาเหตุที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ กปปส.ไม่สามารถเจรจาร่วมกันได้ว่า “ผมว่าเดิมพันมันสูงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย กปปส.ซึ่งคุณสุเทพก็รู้ว่าแพ้ไม่ได้ เช่นเดียวกันกับฝ่ายนายกฯ ยิ่งลักษณ์เหมือนกันก็แพ้ไม่ได้ คุณลองคิดสิว่าถ้าวันนี้ฝ่าย กปปส.แพ้อะไรจะเกิดขึ้น ข้อหาจะตามมาเต็มไปหมดและเผลอๆ ถึงกับชีวิต ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายรัฐบาล พูดก็พูดคือฝ่ายครอบครัวชินวัตร ถ้าเกิดแพ้คุณคิดเหรอว่าจะไม่มีการเช็กบิล คุณคิดเหรอว่าจะไม่มีการถอนรากถอนโคน วันนี้ต่างคนต่างมีเดิมพันที่สูง แพ้ไม่ได้ทั้งคู่
...เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าคุยกันว่า ทุกอย่างจบนะบนการให้อภัย บนการยอมรับ เชื่อใจซึ่งกันและกัน ผมว่าสังคมไม่มีใครคิดจะอาฆาตมาดร้ายที่จะเห็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นตระกูล ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ทุกคนอยากเห็นสังคมไทยกลับไปสู่ความสันติสุข ถ้าคุณคิดแต่จะเอาความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นตัวตั้ง มันก็จะทำให้เดิมพันนี้สูงและยากที่จะตกลงกันได้”
ในฐานะที่พรรคชาติไทยพัฒนาเคยร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์และร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน สมศักดิ์ ยอมรับว่า แกนนำในพรรคร่วมรัฐบาลเคยใช้ความสัมพันธ์ที่ดีที่มีกับสองฝ่ายเข้าไปประสานงานให้แต่ละฝ่ายหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
“คุยครับไม่ใช่ไม่คุย พรรคร่วมรัฐบาลได้เข้าไปคุยทั้งโดยทางตรงและส่งผ่านคนใกล้ชิดเข้าไปกับทุกฝ่ายแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่างคนต่างฝ่ายต่างยอมได้หรือไม่ แต่นี่อีกฝ่ายหนึ่งตั้งธงมาว่าไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้อย่างเดียวไม่ยอมผ่อนปรน ถือธงแบบตึงเครียดอย่างเดียวเลยทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยาก ถ้าแต่ละฝ่ายไม่ตั้งธงให้สูงก็น่าจะคุยกันง่าย แต่ทุกวันนี้เกิดความหวาดระแวงและความไว้เนื้อเชื่อใจเลยทำให้ทุกคนไม่มั่นใจ”
สมศักดิ์ เสนอทางออกควรปฏิรูปการเมืองก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ เพราะมิเช่นนั้นแล้วการปฏิรูปประเทศไทยจะไม่สามารถเดินหน้าไปได้ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และคิดว่าการปฏิรูปจะสามารถทำได้รวดเร็วไม่เกิน 1 ปีครึ่ง แต่ช่วงที่มีการปฏิรูปต้องมีกฎหมายรองรับ ต้องมีฝ่ายปฏิบัติ แต่วันนี้ทั้งฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายกฎหมายที่จะรองรับมันคือสุญญากาศ การไม่มีอำนาจตรงนี้คุณไม่มีทางปฏิรูปได้
สำหรับกรอบเวลาปฏิรูปไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากนัก เพราะรัฐบาลและ กปปส.ต่างฝ่ายต่างก็ประชุมไปแล้วหลายครั้ง ก็เอาตัวนั้นมาทำเป็นพิมพ์เขียวแล้วเข้าไปสู่กระบวนการให้เสร็จตั้งแต่การตรากฎหมายให้เสร็จ จากนั้นก็ตั้งองค์กรอิสระชุดใหม่
สมศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลเลือกตั้งชุดใหม่ที่เข้ามาปีกว่าๆ เพื่อทำภารกิจปฏิรูป แม้บางฝ่ายอาจไม่ไว้ใจ แต่เมื่อทำสัญญาประชาคมว่าหลังจากได้พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ จะมีขั้นตอนและกรอบเวลา ตรากฎหมายหรือมีองค์กรอิสระ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อทุกอย่างกำหนดเป็นปฏิทิน ฝ่ายการเมืองก็ไม่กล้าบิดพลิ้ว
“นายกรัฐมนตรีจะมาจากพรรคไหนไม่สำคัญแล้วตอนนี้ เพราะคุณจะถูกบีบด้วยพันธกิจที่สังคมไทยกำหนดขึ้นเพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศให้จบ และการบริหารราชการก็ทำได้แค่แก้ไขเรื่องเฉพาะหน้าไปก่อน เพราะวันนี้สังคมไม่ต้องการอย่างอื่นแล้วนอกจากการทำสังคมให้เกิดความสันติสุขและนำสังคมไทยไปสู่การปฏิรูปใหม่”
ข้อเรียกร้องจาก กปปส.ให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง สำหรับสมศักดิ์ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะบนสถานการณ์ขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่สถานการณ์ของการรัฐประหาร ดังนั้น ต้องยึดกติการะบอบประชาธิปไตย
“ไม่มีประโยชน์หรอกที่จะเอานายกรัฐมนตรีคนนอกเข้ามา วันนี้กฎหมายไม่เอื้อให้ทำ รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คือ เลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาและผู้แทนราษฎรไปเลือกนายกรัฐมนตรี”
ส่วนทฤษฎีที่ว่าพรรคทางเลือกที่สามอาจมีโอกาสได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศไทย เนื่องจากหากปล่อยให้พรรคการเมืองใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะก่อให้เกิดปัญหาอีก ทว่า “สมศักดิ์” แสดงความคิดเห็นแย้งว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสถานการณ์ในเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่เหมือนกับในอดีตที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สามารถขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยที่ตัวเองไม่ได้กุมเสียงข้างมากในสภา
“ผมเองขอพูดตรงๆ นะว่าไม่เห็นด้วย ผมอยากเห็นการเคารพความรู้สึกการตัดสินใจของประชาชน เพราะประชาชนเขาตัดสินใจเลือกใครพรรคใดพรรคหนึ่งขึ้นมานั่นแสดงว่าเขาต้องการเห็นพรรคนั้นเข้ามาเป็นรัฐบาล วันนี้ผมไม่อยากเห็นการไม่เคารพเสียงของประชาชน เพราะถ้าทุกคนไม่เคารพเสียงของประชาชนมันก็จะเกิดการไม่เคารพโดยมีข้ออ้างอยู่เรื่อยไป เราควรทำให้เป็นวัฒนธรรมไปเลยว่าเมื่อประชาชนตัดสินใจมาอย่างไร เราก็ต้องว่ากันไปตามนั้น ถ้าพรรคไหนมีเสียงข้างมากก็ให้สิทธิเขา ถ้าเขาทำไม่ได้ก็ค่อยมาว่ากัน”บิ๊กพรรคร่วมรัฐบาลทิ้งท้าย







