
จ้างเอกชนหาช่องรีดภาษีระวังรัฐเสียเงินเปล่า
การเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2557 ผ่านไปแค่ 5 เดือน ก็ออกอาการให้เห็นแล้วว่ามีปัญหา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2557 ผ่านไปแค่ 5 เดือน ก็ออกอาการให้เห็นแล้วว่ามีปัญหา เพราะเก็บรายได้ในส่วนของภาษีต่ำกว่าที่ตั้งไว้ถึง 4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดจัดเก็บรายได้สุทธิต่ำกว่าเป้าแล้ว 5,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าทั้งปีงบประมาณ 2557 จะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 5 หมื่นล้านบาท และอาจจะทรุดหนักกว่านี้ เนื่องจาก 7 เดือนที่เหลือ เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงจากปัญหาการเมือง
การที่จัดเก็บรายได้พลาดเป้าจำนวนมากมาจาก 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ที่จัดเก็บ 5 เดือนแรกได้ต่ำกว่าเป้า แต่สาเหตุที่รายได้รวมต่ำกว่าเป้าไม่มาก เพราะมีการดึงรายได้รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ มาโปะ เพื่อให้ดูว่าฐานะการเงินการคลังของประเทศไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถปิดฐานะที่แท้จริงได้มิด เมื่อดูดุลเงินสดของรัฐบาลในรอบ 5 เดือน จะเห็นชัดว่าไม่สามารถหารายได้พอกับรายจ่าย โดยรัฐบาลเก็บรายได้ช่วง 5 เดือนได้ 7.85 แสนล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 1.21 ล้านล้านบาท ฐานะการคลังจึงขาดดุลเงินสดถึง 4.87 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุล 1.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ขาดดุลเงินสดหลังกู้เพื่อชดเชยขาดดุล 3.67 แสนล้านบาท
สาเหตุที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยขาดดุลได้ไม่หมดทั้งจำนวน เพราะงบประมาณปี 2557 ตั้งกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณไว้ 2.5 แสนล้านบาท จึงต้องเก็บเงินกู้เผื่อไว้ชดเชยขาดในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณด้วย
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย รัฐบาลก็ต้องไปล้วงเงินคงคลังมาใช้จ่ายแทน ส่งผลให้เงินคงคลังจากที่เคยมีอยู่สูง 6.03 แสนล้านบาท ลดลงมาเหลือ 2.36 แสนล้านบาท ณ สิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ดูเหมือนจำนวนเงินคงคลังจะยังสูงอยู่ แต่หากรัฐจัดเก็บรายได้น้อยกว่ารายจ่ายต่อเนื่องต่อไปในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ เงินคงคลังก็คงร่อยหรอจนอาจไม่พอใช้จ่ายได้
กระทรวงการคลังจึงต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลรักษาการ การขึ้นภาษีนั้นเป็นอันปิดประตูตายไม่สามารถทำได้เลย จึงเหลือการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว
ล่าสุด รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า คลังจะว่าจ้างบริษัทเอกชน 34 ราย ได้แก่ บริษัท ไพร้ซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ บริษัท แมกเคนซี่ และบริษัท เคพีเอ็มจี ให้เข้ามาช่วยศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ โดยจะประเมินว่าคลังต้องควักเงินจำนวนไม่น้อยว่าจ้าง เนื่องจากแต่ละแห่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีและบัญชีชั้นนำของโลก
การว่าจ้างเอกชนเข้ามาศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพครั้งแรกของกระทรวงการคลังครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ได้มุมมองและข้อเสนอแนะที่ต่างไปจากเดิมที่กรมภาษีหรือกระทรวงการคลังได้ทำมา อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงการคลังจะทำตามข้อเสนอของบริษัทเอกชนหรือไม่ และข้อเสนอของเอกชนจะมีอะไรที่แตกต่างจากที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยศึกษาไว้ ทั้งการปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี แต่ไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายการเมือง เพราะกลัวกระทบคะแนนเสียง
สศค.ได้ศึกษาการปรับโครงสร้างต้องทำ 3 ด้าน คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2.สร้างความเป็นธรรมในสังคม และ 3.เพิ่มศักยภาพและรายได้ของรัฐ ซึ่งควรดำเนินการไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเก็บรายได้ของรัฐบาล
แต่ทว่าที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองหยิบจับการปรับโครงสร้างภาษีแค่ในส่วนของเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% และซอยอัตราภาษีจาก 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา ลดภาระผู้เสียภาษีลงถึง 5.6%
การเลือกปรับภาษี 2 ประเภทนี้ เพราะฝ่ายการเมืองได้คะแนนเสียง แต่ก็ทำให้รัฐบาลสูญรายได้ไปจำนวนมาก โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้รัฐหายไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รัฐสูญรายได้ปีละ 23 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน รัฐกลับไม่มีการดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้เลย ทั้งที่ข้อเสนอของ สศค.ให้ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งจะทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้นปีละ 2 แสนล้านบาท รวมทั้งเสนอให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตสิ่งแวดล้อม ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม รวมทั้งเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่เคยได้รับความสนใจจากฝ่ายการเมือง เพราะกระทบคะแนนเสียงทางการเมือง และกระทบผลประโยชน์กลุ่มทุนใกล้ชิดนักการเมือง รวมถึงผลประโยชน์ของนักการเมืองเองด้วย
เราจึงได้เห็นภาพรัฐบาลมีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างที่เป็นอยู่
นอกจากการออกแบบนโยบายที่ส่งผลให้รายได้ลดลงแล้ว รัฐบาลยังออกแบบการใช้จ่ายแบบไม่บันยะบันยังผ่านนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการรถคันแรก ทำให้ภาษีสรรพสามิตหายไป 9 หมื่นล้านบาท การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทำให้ภาษีหายไปปีละ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐต้องการเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษี รัฐบาลก็ต้องยกเลิกการทำโครงการประชานิยม
ขณะเดียวกัน การทุจริตการเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ทำให้ภาษีรั่วไหลปีละเป็นแสนล้านบาท ทั้งการเก็บภาษีกรมศุลกากรที่ปล่อยให้มีการสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง หรือกรณีของกรมสรรพากรที่มีการทุจริตคืนภาษี VAT เฉพาะที่จับกุมได้ก็มีมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการได้แม้แต่รายเดียว ถือเป็นเรื่องที่คลังต้องเคาะสนิมร้ายที่เกาะกินกรมภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย เพราะหากยังมีขบวนการเจ้าหน้าที่ร่วมกับเอกชนทุจริตการเสียภาษี ประเทศไทยก็จะมีปัญหาเก็บภาษีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กลายเป็นว่ายิ่งเก็บมากยิ่งรั่วไหลมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ การว่าจ้างเอกชนมาเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี จึงมีปัญหาว่าจะมีการทำตามข้อเสนอหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานของกระทรวงการคลังก็มีข้อเสนอมากมายแต่ก็ไม่ได้ดำเนินการ
กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม ดึงผู้อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษี ซึ่งอาจจะต้องมีการนิรโทษกรรมภาษีครั้งใหญ่เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นงานหินของกระทรวงการคลังและรัฐบาล เพราะผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีรายใหญ่ๆ ที่ไม่จ่ายภาษีอยู่ขณะนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองทั้งนั้น ลำพังคนธรรมดาไม่สามารถอยู่นอกระบบภาษีหลีกเลี่ยงไม่จ่ายภาษีให้รัฐเป็นร้อยเป็นพันล้านบาทได้หรอก
นอกจากนี้ การนิรโทษกรรมภาษีอาจจะเข้าทางฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดการเมือง ที่ต้องการล้างผิดภาษีที่ค้างรัฐบาลจำนวนรวมกันมหาศาล กลายเป็นช่องให้คนที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ประโยชน์ ขณะที่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การจ้างเอกชนมาเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีนั้นดูท่ากระทรวงการคลังจะเสียเงินฟรี ไม่ใช่เพราะผลการศึกษาของเอกชนไม่ดี แต่เพราะในกระทรวงการคลังไม่มีปัญญาที่จะทำได้ตามข้อเสนอ เพราะที่ผ่านมาข้อเสนอดีๆ ของหน่วยงานกระทรวงการคลังเองยังเข็นไม่ขึ้นดันไม่ไป จนทำให้การเก็บรายได้มีปัญหาแก้ไม่ตกอย่างที่เห็นวันนี้







