
ศอฉ.ย้ำเดินหน้าขอพื้นที่คืน
ศอฉ. แฉ ม็อบใช้แผนขนมชั้น โอบล้อมทหาร มั่นใจคุมสถานการณ์นปช.ป่วน! ได้ ยันเดินหน้าของพื้นที่คืน เตือนปชช.-สื่อมวลชน ระมัดระวัง ไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้าไปในพื้นที่ปะทะ สั่ง บัวแก้วทำหนังสือแจงทั่วโลก
ศอฉ. แฉ ม็อบใช้แผนขนมชั้น โอบล้อมทหาร มั่นใจคุมสถานการณ์นปช.ป่วน! ได้ ยันเดินหน้าของพื้นที่คืน เตือนปชช.-สื่อมวลชน ระมัดระวัง ไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้าไปในพื้นที่ปะทะ สั่ง บัวแก้วทำหนังสือแจงทั่วโลก
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมศอฉ.ว่า สถานการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 14 พ.ค.แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเมื่อเวลา 22.00 น. มีผู้ชุมนุม 6,000 คน ถือว่าลดลง 2.การชุมนุมรอบพื้นที่ราชประสงค์ มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีความพยายามของมวลชนบางส่วนติดอาวุธมาล้อมกรอบเจ้าหน้าที่ ในลักษณะเป็นขนมชั้น เพื่อกดดันไม่ให้เจ้าหน้าที่กระชับกำลังตั้งด่านสกัดกั้นมวลชนได้ โดยมีระบบบริหารสั่งการ มีเครือข่ายโยงใยพอสมควร แต่ความพยายามไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่เตรียมวางแผนรับมือไว้ ขณะที่มวลชนติดอาวุธของกลุ่มผู้ชุมนุมกระจายกำลังกันไปหลายส่วน ทำให้ไม่สามารถโอบล้อมเจ้าหน้าที่ได้ นอกจากนี้มีการระดมคนจากปริมณฑลรอบกทม.ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต ให้มาร่วมมือกันกดดันเจ้าหน้าที่ โดยเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน
นายปณิธานกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การชุมนุมเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค. มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 ประมาณ 16 นัด ใส่แนวกำลังของเจ้าหน้าที่ เช่น แยกราชปรารภ แยกประตูน้ำ สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ แยกบ่อนไก่ แยกสวนลุมไนท์บาร์ซ่า แยกศาลาแดง รวมทั้งมีความพยายามปิดการจราจร โดยใช้จยย. และแท็กซี่มิเตอร์จำนวนมาก
ส่วนยอดผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. มี17 คน บาดเจ็บ 140 คน ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้แนวทางเจ้าหน้าที่ในการปรับขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้น ระมัดระวังการโอบล้อม และระดมมวลชนมากดดันเจ้าหน้าที่ โดยให้ทหารตำรวจ ช่วยระวังการระดมมวลชนไม่ให้มาโอบล้อมเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่า ศอฉ.สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขณะนี้เริ่มคลี่คลายในหลายจุด แต่ยังมีปฏิบัติการที่ต้องทำอีกหลายอย่างในวันที่ 15 พ.ค. เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมกันนี้ขอให้สื่อมวลชนระมัดระวังในการทำงาน และให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารในการทำงานทุกครั้ง รวมทั้งขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีเหตุปะทะตลอดทั้งวันนี้ เนื่องจากขณะนี้มีข่าวลือเกิดขึ้นอย่างมาก
ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติงานในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ไปก่อน จนกว่าจะมีความมั่นใจว่ามีความปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรือการขู่ทำร้ายครอบครัว สำหรับเหตุระเบิดหลังเวทีนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น ขอให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์เอง เพราะอย่างที่เป็นข่าวว่าภายในกลุ่มนปช.ความขัดแย้งกันและอาจใช้ความรุนแรงต่อกันได้ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเห็นได้ชัดว่าอาวุธที่ใช้บางชนิดไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่ทหาร
นายสาทิตย์ยังย้ำว่า จะไม่มีการเจรจาต่อรองใด ๆ กับกลุ่มนปช.อีกในขณะนี้ เนื่องจากนปช.ปฏิเสธแผนการปรองดองของนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะปฏิบัติการเดินหน้าตามที่ ศอฉ.ได้วางไว้ แต่ในส่วนของศอฉ.หากจะมีการเจรจา เป็นหน้าที่ของพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นผู้เจรจา
ทั้งนี้ นายสาทิตย์ ยอมรับว่า ได้มีการเรียกประชุมบรรณาธิการข่าว เพื่อให้สื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุมระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ แสดงตนให้ชัดเจน เนื่องจากขณะนี้มีการนำปลอกแขนสื่อไปใช้ในการสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะช่างภาพโทรทัศน์ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ทราบฝ่าย ไม่ต้องการให้บันทึกภาพได้
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศของทุกประเทศ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมภายในประเทศ
ทั้งนี้พบว่าเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้จนถึงวันนี้มีความรุนแรงที่สุด เนื่องจากผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธหนักตอบโต้เจ้าหน้าที่ทหารอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามีการฝึกวางแผน และฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับที่แกนนำ ระบุว่าใกล้จะเกิดสงครามกลางเมือง
ทั้งนี้รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมีการปลุกระดมด้วยข้อมูลข่าวสารให้ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับแกนนำ นปช. ที่อ้างว่าต้องการต่อสู้อย่างสันติวิธี







