posttoday
อย่ากู้เงินจ่ายเงินกู้

อย่ากู้เงินจ่ายเงินกู้

01 เมษายน 2557

พักนี้มีข่าวว่าสถาบันการเงินมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อที่ปล่อยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย ตัวเลขล่าสุดเห็นว่าอยู่ราวๆ 2.5% ซึ่งยังไม่จัดว่าสูงจนอาจกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ถ้าเศรษฐกิจยังมีปัญหาขยายตัวเพียงร้อยละ 2.6% ต่อปี หนี้เสียก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ เริ่มระมัดระวังที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

พักนี้มีข่าวว่าสถาบันการเงินมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อที่ปล่อยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย ตัวเลขล่าสุดเห็นว่าอยู่ราวๆ 2.5% ซึ่งยังไม่จัดว่าสูงจนอาจกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ถ้าเศรษฐกิจยังมีปัญหาขยายตัวเพียงร้อยละ 2.6% ต่อปี หนี้เสียก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ เริ่มระมัดระวังที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

ภาวการณ์เช่นนี้อาจทำให้สภาพคล่องของธุรกิจคือตัวชั้น ยุคแห่งการแข่งกันขยายสินเชื่อหยุดลง ทำให้ที่ทองของนักกู้ทั้งหลายหยุดลงตามไปด้วย การกู้เงินมาหมุนเวียนเพื่อลงทุนและใช้จ่ายทำได้ยากขึ้น ใครที่ใช้จ่ายเกินตัวหรือธุรกิจที่ค้าขายเกินตัว โดยใช้เงินกู้จำนวนสูงเมื่อเทียบกับทุน คงต้องระมัดระวังตัวไม่ให้เงินสดขาดมือ เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้เสียของสถาบันการเงิน ซึ่งคงเป็นเรื่องยาวเกินกว่าที่จะพูดกันในบทความวันนี้

ที่อยากคุยกันวันนี้ คือ แนวคิดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติเมื่อท่านไม่สามารถชำระหนี้ให้สถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ตอนกู้ ท่านกำลังถูกเร่งรัดให้ชำระหนี้ ท่านควรทำอย่างไร

ผมคิดว่าสิ่งแรกที่ท่านควรทำ คือ ต้องตัดสินใจให้ได้เสียก่อนว่า ถ้าท่านไปเจรจาขอตกลงแก้ปัญหาหนี้กับเจ้าหนี้แล้ว ถ้าเขาไม่ยอมตกลงด้วย ท่านจะทำอย่างไร เช่น เอาไงก็ได้เพื่อซื้อเวลาต่อไปให้นานที่สุด ต่อรองไปก่อนเพื่อรอจังหวะเบี้ยวหนี้ทีหลัง หรือถ้าต่อรองแล้วเขาไม่ยอมมาบ้าน รอให้ชะตากรรมเป็นผู้กำหนด

ที่เลวร้ายที่สุด คือ การแก้ไขปัญหาโดยสร้างปัญหาที่เลวร้ายกว่า โดยการไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยมหาโหดรายเดือน มาจ่ายหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งถึงจะโหดถ้าท่านผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังคิดดอกเบี้ยรายปีอยู่ บางคนที่รู้จักยอมไปกู้เงินนอกระบบมาจ่ายหนี้ในระบบให้เป็นหนี้ปกติ เพราะกลัวเสียเครดิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถใจ เพราะนอกจากจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวแล้ว ยังอาจถูกทวงหนี้แบบมหาโหดถึงลูกถึงคนกว่าการทวงหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งถึงจะจ้างบริษัทนอกให้ตามทวงหนี้ แต่ยังต้องทวงหนี้ตามกฎเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด ไม่ให้เสียภาพลักษณ์ขององค์กร

อย่าทำอย่างนี้เลยครับ ถ้าจำเป็นท่านไม่มีเงินจ่ายให้สถาบันการเงินจริงๆ จะเสียเครดิตก็ปล่อยให้เสียดีกว่า เพราะการไปกู้เงินนอกระบบมาจ่าย ในที่สุดหนี้ที่สถาบันการเงินก็จะต้องเสียอยู่ดี และท่านก็จะอยู่ในฐานะที่แย่ลงไปกว่าเดิม ทำให้ต่อรองกับเจ้าหนี้เดิมของท่านยากขึ้น เขาไม่ให้เครดิตท่านหรอกครับว่า ก่อนที่หนี้จะเสียท่านได้พยายามรักษาเครดิตให้นานที่สุดแล้ว โดยได้ไปกู้เงินนอกระบบมาจ่ายให้เขา เพราะสิ่งที่ท่านทำคือการพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่ทำให้ท่านไม่สามารถชำระหนี้ได้

เพราะฉะนั้น ถ้าท่านไม่มีเงินจ่ายค่างวดเงินกู้ให้สถาบันการเงิน เพราะท่านใช้จ่ายเกินตัว ประเภทรายได้ต่ำ รสนิยมสูง ท่านต้องพยายามตัดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นออกไป ไม่ต้องกลัวเสียหน้าอายใครที่จะต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานแทนที่จะขับรถยนต์ที่เคยขับ เพราะเวลาท่านไม่มีเงินจ่ายค่างวด ไม่มีใครเข้ามาจ่ายเงินค่างวดแทนท่านอย่างแน่นอน การขายทรัพย์สินที่ได้มาเพราะหนี้ออกไป ถึงจะขาดทุนแต่จะช่วยลดหนี้ให้ท่าน ทำให้ท่านเสียดอกเบี้ยน้อยลง ดีกว่าจะแบกทรัพย์สินเอาไว้แต่หนี้นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น

หลังจากได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อหารายได้เพิ่มและลดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นออกไปแล้ว ท่านควรรีบเข้าไปเจรจาขอประนอมหนี้กับสถาบันการเงินของท่านให้เร็วที่สุด

เช่นเดียวกัน ถ้าท่านทำมาค้าขายขาดทุน ทุนหายกำไรหด ไม่มีเงินจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยคืนให้สถาบันการเงินที่ท่านกู้เงินมาค้าขายทำธุรกิจ ท่านก็ควรรีบศึกษาหาที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเพื่อแก้ไขเสียก่อน เช่น เงินสดของท่านไปจมอยู่กับสต๊อกสินค้าคงคลังมากไปหรือไม่ ธุรกิจของท่านมีส่วนสูญเสียรั่วไหลที่ถ้าเหตุการณ์ปกติท่านแบกรับไหวแฝงอยู่หรือไม่ แต่ในสภาพการณ์ที่ท่านต้องการประหยัดเงินสดทุกบาททุกสตางค์ก็เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ท่านคงต้องรีบปิดรูรั่วเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะการลดต้นทุนทำได้ง่ายกว่าการพยายามสร้างรายได้เพิ่มในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างแน่นอน

หลังจากทำทุกอย่างแล้ว ถ้าท่านยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ท่านควรรีบขอประนอมหนี้โดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อ เพราะทุกวันที่ผ่านไปดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเดินตลอดไม่เคยหยุด ท่านต้องพูดความจริงกับเจ้าหนี้ของท่านให้เขาทราบถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาธุรกิจของท่านอย่างกระจ่างชัด และยอมรับตัวเลขเงินสดที่ท่านขอจ่ายเพื่อชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้เขา จะโดยการพักชำระเงินต้นออกไปก่อน แล้วจ่ายดอกเบี้ยให้อย่างเดียว หรือขอลดจำนวนเงินที่ผ่อนแต่ละงวดลง โดยขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป ขอลดอัตราดอกเบี้ยลง ส่วนจะลดลงเท่าไรคงขึ้นอยู่กับว่าท่านมีเงินสดเหลือที่จะจ่ายให้เขาเท่าไร ซึ่งสถาบันการเงินมักจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ที่สำคัญคือ ท่านอย่าสร้างตัวเลขให้สถาบันการเงินเชื่อว่าท่านมีความสามารถจะชำระหนี้ได้ เพื่อซื้อเวลาการชำระหนี้ออกไป ทั้งๆ ที่ท่านก็ทราบว่าท่านไม่สามารถจะทำได้ตามสัญญา เพราะสุดท้ายยิ่งยืดเวลาออกไปนานเท่าไร สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง บีบบังคับให้ท่านมีความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่าการยอมรับความจริงเสียตั้งแต่วันนี้ คือ ถ้าเขากำหนดเงื่อนไขที่ท่านทำไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าทำไม่ได้ ถ้าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ยิ่งกว่านั้น ท่านอย่ากู้เงินเพิ่มมาเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปชำระหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ เพราะวิธีนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาของเจ้าหนี้ให้ได้รับชำระหนี้ ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้อย่างท่าน เพราะถ้าท่านจ่ายเงินต้นหรือดอกเบี้ยเท่าที่มีอยู่ไม่ได้ แล้วท่านจะจ่ายคืนเงินกู้ที่กู้เพิ่มขึ้นเพื่อจ่ายให้เจ้าหนี้ได้อย่างไร ส่วนถ้าเขายอมให้ท่านกู้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้ท่านเพื่อทำธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น และสามารถเพิ่มรายได้ขึ้นจริงๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของท่านว่ารับมาแล้วจะเพิ่มรายได้ให้ท่านจริงหรือไม่ เพราะทันทีที่รับมาภาระของท่านที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ยังไม่ทันเพิ่มขึ้น หรืออาจจะไม่เพิ่มขึ้นเลย

ในที่นี้หมายรวมถึงการไปกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นที่คิดดอกเบี้ยจากท่านสูงกว่าเจ้าหนี้เดิมมาจ่ายเงินกู้ให้เจ้าหนี้เดิมด้วย เพราะภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เป็นภาระของท่านทั้งสิ้น และปกติการไปขอกู้ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศหรือธุรกิจของท่านเองกำลังมีปัญหา ผู้กู้ย่อมถือว่าเป็นการปล่อยเงินกู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ และย่อมคิดดอกเบี้ยกับท่านสูงกว่าธรรมดาอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น การเข้าหาเจ้าหนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อทำความตกลงประนอมหนี้ บนพื้นฐานของความจริงว่าหลังจากได้พยายามเพิ่มรายได้ หรือคงรายได้ไว้ให้ลดลงน้อยที่สุด และได้พยายามลดรายจ่ายลงแล้ว เร่งรัดการจัดเก็บหนี้สินจากลูกหนี้ให้เร็วขึ้น ขายสินค้าคงคลังที่ค้างสต๊อกออกไป ท่านมีเงินสดเหลือที่จะจ่ายคืนหนี้และดอกเบี้ยได้เท่าไร เพื่อร่วมกันปรับเงื่อนไขในการชำระหนี้และดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจของท่านอยู่รอดได้ต่อไปอย่างไร

ถ้าทำทุกอย่างแล้ว เจ้าหนี้ของท่านไม่ให้ความร่วมมือ แก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ อะไรจะเกิดก็ต้องยอมให้เกิด ที่เลวร้ายที่สุดคือ เขาอาจฟ้องร้องให้ท่านล้มละลายไปแค่ 5 ปี แล้วท่านก็เริ่มชีวิตใหม่ได้ ดีกว่าจะถ่วงเวลาออกไปทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าธุรกิจของท่านหรือตัวของท่านเองทำอย่างไรก็ชำระหนี้ไม่ได้ ไปไม่ได้แล้ว เพราะการยอมรับความจริงวันนี้ นอกจากจะเสียหายน้อยกว่ายื้อเวลาไว้ ท่านยังไม่ต้องนั่งแบกความทุกข์กายและทุกข์ใจไว้ โดยไม่ทราบว่าปัญหาจะสิ้นสุดลงอย่างไรและเมื่อไร

จริงๆ แล้วถ้าท่านรีบรับความจริง ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เขาอยากฟ้องร้องโดยไม่ฟังเหตุผลของท่านก็ปล่อยให้ฟ้องร้องไป บางทีท่านอาจมีโอกาสแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ต้องเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะหลักของการล้มละลายหรือไม่ อยู่ที่ท่านมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือไม่ ถ้ามูลค่าทรัพย์สินของท่านวันนี้สูงกว่าหนี้สิน ไม่มีใครทำให้ท่านเป็นบุคคลล้มละลายได้ อย่างมากก็ฟ้องร้องทางแพ่ง 3 ศาล มีเวลาให้ท่านแก้ไขปัญหาอีกหลายปี แต่ถ้าท่านยื้อเวลาออกไป โดยเฉพาะถ้าไปกู้เงินเพิ่มขึ้นมาจ่ายเงินกู้และดอกเบี้ย หนี้สินของท่านอาจเพิ่มขึ้นจนสูงเกินมูลค่าของทรัพย์สิน ถึงตอนนั้นเขาก็ฟ้องร้องท่านให้เป็นบุคคลล้มละลายผ่านศาลล้มละลายได้ภายในเวลาประมาณไม่เกิน 2 ปีเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ขอย้ำอีกครั้งครับว่า อย่ากู้เงินไม่ว่าจากเจ้าหนี้เดิมหรือเจ้าหนี้ใหม่มาจ่ายคืนเงินกู้ โดยหลอกตัวเองว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งเก่าและใหม่ที่ท่านสร้างขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก