
ข้าวนาปรังเสี่ยงภันแล้ว
ภัยแล้งปีนี้มีระดับความรุนแรงมากกว่าปกติ โดยข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในช่วงหน้าแล้งจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ในขณะที่พืชชนิดอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะต่อไป คือ สภาวะภัยแล้งนอกฤดูกาลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยปรับตัวลดลง ผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรและอัตราเงินเฟ้อในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย อีไอซี มองว่า ผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำตาล ยางพารา มันสำปะหลัง และปศุสัตว์
ภัยแล้งปีนี้มีระดับความรุนแรงมากกว่าปกติ โดยข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในช่วงหน้าแล้งจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ในขณะที่พืชชนิดอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะต่อไป คือ สภาวะภัยแล้งนอกฤดูกาลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยปรับตัวลดลง ผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรและอัตราเงินเฟ้อในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย อีไอซี มองว่า ผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำตาล ยางพารา มันสำปะหลัง และปศุสัตว์
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรที่จะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะรองรับผลกระทบดังกล่าวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน พร้อมกันนั้นภาครัฐก็ควรมีมาตรการที่เอื้อต่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรที่ขาดแคลนเพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศ
ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล โดยล่าสุดมีพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งแล้ว 30 จังหวัด โดยปกติภัยแล้งในไทยจะเกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ
ช่วงเวลาแรก ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูร้อน หรือราวเดือน พ.ย.กลางเดือน พ.ค. ซึ่งภัยแล้งลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จึงเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “ภัยแล้งตามฤดูกาล”
ช่วงเวลาที่สอง ช่วงกลางฤดูฝน ตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.ก.ค. ภัยแล้งในช่วงนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อสภาพภูมิอากาศโลกผิดปกติ โดยภัยแล้งในลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรค่อนข้างมาก จากข้อมูลล่าสุดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ประสบภัยแล้งตามฤดูกาลแล้ว 30 จังหวัด
พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งในระดับที่รุนแรงมากกว่าปกติ จากข้อมูลของกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงต้นฤดูแล้ง (1 พ.ย. 2556) ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ โดยมีปริมาณน้ำต้นทุนราว 1.6 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมาราว 11% ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลงดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จัดสรรไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้งลดลงราว 41% จากปีที่ผ่านมา เป็นผลให้พื้นที่ที่กรมชลประทานจัดสรรให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังลดลงจากปีที่ผ่านมาราว 4.5 ล้านไร่
ข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในช่วงหน้าแล้งจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่พืชชนิดอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อข้าวนาปรังมากที่สุด เนื่องจากเป็นพืชหลักเพียงชนิดเดียวที่มีการปลูกในช่วงหน้าแล้ง โดยกว่า 80% ของการปลูกข้าวนาปรังจะปลูกในช่วงเดือน พ.ย.เม.ย. ในขณะที่พืชชนิดอื่น เช่น ข้าวนาปี ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเพาะปลูกในช่วงหน้าฝนและเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง
จากข้อมูลการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมาราว 5 แสนตัน หรือปรับตัวลดลงราว 5% ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงเป็นหลัก โดย อีไอซี มองว่า ผลผลิตข้าวนาปรังที่ลดลงไม่น่าจะช่วยพยุงราคาข้าวในตลาดที่กำลังปรับตัวลดลงได้มากนัก เนื่องจากสต๊อกข้าวของรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะต่อไป คือ สภาวะภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ผลผลิตพืชหลักๆ ของไทยปรับตัวลดลง ผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญในไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ไทยประสบกับภาวะภัยแล้งในช่วงหน้าฝน ส่งผลให้ผลผลิตพืชที่สำคัญของไทยปรับตัวลดลง โดยจากข้อมูลในปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ไทยประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี พบว่าผลผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปรับตัวลดลงราว 24, 21, 6 และ 1% ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี ในกรณีของยางพารา อีไอซี มองว่า หากเกิดภัยแล้งขึ้นในหน้าฝนก็มีแนวโน้มที่ผลผลิตยางพาราจะปรับตัวลดลงมากกว่าปี 2548 เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตยางพาราของไทยมาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ซึ่งมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าภาคใต้) ราว 4.3 แสนตัน หรือคิดเป็น 12% ของผลผลิตทั้งประเทศ แตกต่างจากปี 2548 ที่มีผลผลิตยางพาราจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพียง 0.9 แสนตัน หรือราว 3% ของผลผลิตทั้งประเทศ โดยผลผลิตสินค้าเกษตรที่ลดลงจะช่วยผลักดันให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยให้รายได้โดยรวมของเกษตรกรปรับตัวลดลงไม่มากนัก
อีไอซี มองว่า ผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำตาล ยางพารา มันสำปะหลัง และปศุสัตว์ ในขณะเดียวกันยังจะผลักดันให้เงินเฟ้อในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลในปี 2548 พบว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ปริมาณการส่งออกข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก และทำให้มูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลง 14, 13 และ 1% ตามลำดับ ซึ่งหากเกิดภัยแล้งขึ้นในฤดูฝนปี 2557 ก็มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลและมันสำปะหลังจะปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออกปรับตัวลดลงตามไปด้วย
แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีของข้าว ผู้ประกอบการอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากสามารถประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อใช้ในการส่งออกได้ นอกจากนี้ อีไอซี มองว่า แม้ในปี 2548 มูลค่าการส่งออกยางพาราจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบจากภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นครั้งนี้อาจจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยางพาราปรับตัวลดลง เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ผลผลิตยางพาราจะปรับตัวลดลงมากกว่าปี 2548
ในขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจปศุสัตว์จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวโพด โดยผู้ประกอบการในธุรกิจไก่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีการใช้ข้าวโพดเป็นส่วนผสมการทำอาหารไก่ในสัดส่วนที่สูงราว 60% ในขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจหมูและเป็ดจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ในระดับต่ำราว 2030%
นอกจากนั้น ผลผลิตสินค้าเกษตรที่ลดลงจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยในปี 2548 เงินเฟ้อในหมวดอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5%
ทั้งนี้ รายได้เกษตรกรที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ รายได้ของเกษตรกรที่ลดลงจะส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อการบริโภคในประเทศ อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวน่าจะมีไม่มากนัก เนื่องจากการบริโภคของครัวเรือนในภาคเกษตร (ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ) คิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของการบริโภครวมทั้งประเทศ
ผู้ประกอบการที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบควรเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ต้นทุนการผลิต หากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นและผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุน จะส่งผลให้อัตราการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรที่จะมีการลดต้นทุนการผลิตเพื่อที่จะรักษาระดับกำไรไม่ให้ปรับตัวลดลงมากนัก ผ่านการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียวัตถุดิบระหว่างการผลิต
ในกรณีที่ภาวะภัยแล้งมีความรุนแรงมากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการที่เอื้อต่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรที่ขาดแคลน ตัวอย่างเช่น การปรับลดภาษีการนำเข้าข้าวโพด จากปัจจุบันที่ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีสูงถึง 73% และเสียค่าธรรมเนียมพิเศษอีก 180 บาทต่อตัน ซึ่งการปรับลดดังกล่าวนอกจากจะเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศให้ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก







