
จี้รัฐหาผู้รับผิดไฟไหม้บ่อขยะ
แม้ว่าเปลวเพลิงเหนือบ่อขยะแพรกษาบางปู จ.สมุทรปราการ จะมอดดับลงแล้ว
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
แม้ว่าเปลวเพลิงเหนือบ่อขยะแพรกษาบางปู จ.สมุทรปราการ จะมอดดับลงแล้ว แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
เวทีเสวนาเรื่อง “ขยะแพรกษาบางปู ภาพสะท้อนความวิบัติระดับชาติ” ซึ่งมูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับกรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ฉายภาพปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้กองขยะนานนับหลายสิบปี
ประเด็นสำคัญจากวงเสวนา ซึ่งถูกละเลยมาตลอด 8 วันของปฏิบัติการควบคุมกองเพลิง คือการควานหาตัวผู้รับผิดชอบ อาจารย์อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พูดชัด บ่อขยะแพรกษามีสถานะเป็น “บ่อเถื่อน” ที่มีการลักลอบทิ้งของเสีย
ของเสียในที่นี้หมายความรวมถึงกากขยะอุตสาหกรรมอันตรายที่จำเป็นต้องมีระบบกำจัดตามมาตรฐาน มิเช่นนั้นจะสร้างปัญหามลพิษรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่
อาจารย์อาภา บอกว่า ผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้คือ “เจ้าของขยะผู้ที่ลักลอบนำมาทิ้ง” แต่ว่ากันตามสภาพความเป็นจริงแล้วคงยากที่จะตามตัวมาดำเนินคดี แต่สำหรับ “เจ้าของที่ดิน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายนั้น คงไม่ยากเกินความสามารถหากหน่วยงานราชการเอาจริงเอาจัง
“ต้องดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดิน เพื่อจับปรับและเรียกร้องค่าเสียหาย” อาจารย์อาภา กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า การระวางโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดมีกฎหมาย 2 ฉบับเกี่ยวข้องแบ่งออกตามประเภทขยะ ได้แก่ 1.ของเสียที่ไม่เป็นอันตราย ตรงนี้จะใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และ 2.ของเสียที่เป็นอันตราย ใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
“แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ เป็นเรื่องยากที่ใครจะมาชี้ว่าของเสียเหล่านั้นเป็นอันตรายหรือไม่ นั่นเพราะหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะต้องลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง เพื่อนำไปพิสูจน์ทราบชนิดของเสียเหล่านั้น ที่สำคัญการ นำขยะไปทิ้งในบ่อเหล่านั้นล้วนแต่มีการเจือปนผสมผสาน
“ที่ผ่านมาหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายจะเป็นส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็จะใช้เพียง พ.ร.บ.การสาธารณสุข ระวางโทษปรับเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งที่จริงแล้วเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นผู้ถือกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย กลับเลือกที่จะนิ่งเฉยเมื่อเกิดเหตุ”
“ดิฉันคิดว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมควรลงพื้นที่ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่มัวแต่รอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้น อาจเพิ่มตามปริมาณขยะที่ตรวจพบ 10 เท่า 100 เท่า ทำอย่างไร ก็ได้ที่ไม่ใช่ปรับเพียง 5,000 บาท เหมือนในปัจจุบัน” นักวิชาการรายนี้ระบุ
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า กรณีบ่อขยะแพรกษานั้น “เจ้าของที่ดิน” จะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่จะมาเช่าที่ดินต้องมีสัญญาเช่า และเมื่อผู้ที่มาเช่าจะนำที่ดินไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด จะต้องได้รับหนังสืออนุญาตจาก เจ้าของที่ดินก่อน
ขณะที่ “อบต.แพรกษา” ก็ต้องรับผิดชอบด้วย เนื่องจากเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รับทำการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการก็ตาม เช่นเดียวกับ “ผู้เช่าที่ดิน” ซึ่งได้รับอนุญาตประกอบกิจการอันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากการตรวจสอบพบว่ามีขยะอุตสาหกรรม มาทิ้ง โดยผู้ดูแลสถานที่ก็ทราบและยังมีการออก ใบเสร็จรับเงินให้กับผู้ที่นำขยะมาทิ้งด้วย
เพ็ญโฉมให้ภาพสถานการณ์ขยะในปัจจุบันว่า ทุกวันนี้มีของเสียจากโรงงานที่ขออนุญาตนำออกร่วม 44.25 ตัน แบ่งเป็นของเสียที่ไม่อันตราย 41.5 ล้านตัน ของเสียที่เป็นอันตราย 2.75 ล้านตัน ในจำนวนนี้ ถูกกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 12.9 ล้านตัน แบ่งเป็นของเสียไม่อันตราย 12 ล้านตัน และของเสียที่เป็นอันตราย 0.9 ล้านตัน นั่นหมายความว่ามีของเสียที่อยู่นอกระบบถึง 31.35 ตัน
วันเดียวกัน พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการ สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ดีเอสไอยังไม่สามารถรับเข้าเป็นคดีพิเศษได้ ต้องรอผลพิสูจน์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนว่า มีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในจุดเกิดเหตุหรือไม่







