
ก่อนหรือหลังสงกรานต์การเมืองเห็นหน้าเห็นหลัง
วิกฤตการเมืองเข้าสู่สภาวะตีบตันจนยากจะหาทางออกมากขึ้นทุกขณะ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
วิกฤตการเมืองเข้าสู่สภาวะตีบตันจนยากจะหาทางออกมากขึ้นทุกขณะ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่จะมีผลต่อสถานการณ์นับจากนี้
สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ทิศทางการเมืองระหว่างนัดพูดคุยกับ “ทีมโพสต์ทูเดย์” หลังเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ “ทางออกที่ดีที่สุดคือทุกอย่างต้องกลับมาในระบบ ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญบอกเลือกตั้งโมฆะ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นเรื่องดี จะทิ้งเวลา 3-4 เดือนแล้วค่อยเลือกก็ได้ แต่เลือกเร็วก็ดี ดีสำหรับเศรษฐกิจ มีรัฐบาลเร็ว
“ในส่วนข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นก็มีระบบการตรวจสอบ นายกฯ พร้อมที่จะรับตรงนั้น แต่ขอให้กระบวนการโปร่งใสเป็นธรรม นายกฯ ไม่ใช่ไม่เคารพกฎหมาย แต่พูดว่าอย่าใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบิดเบือนเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง
ผมไม่ได้เห็นด้วย แต่มองประโยชน์ประเทศ เห็นว่าเลือกตั้งเป็นโมฆะดีที่สุดแล้ว จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็มาลงเลือกตั้งซะ เพราะถ้าไม่ลงอีกคงอธิบายสังคมลำบาก และพูดตรงๆ พื้นที่ กทม. 30 กว่าเขตนี่ชนะยาก บรรยากาศไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย แต่ที่ผ่านมากับการไม่ลงเลือกตั้งถือว่าประชาธิปัตย์ตัดสินใจผิด เพราะทั้งชีวิตประชาธิปัตย์บอกว่าปกป้องประชาธิปไตย แต่วันดีคืนดีบอกไม่เอาแล้ว”
“วันนี้ความเสียหายมากแค่ไหน ถ้าลงเลือกตั้งอย่างน้อยมีทางออกมากกว่านี้ ดีที่สุดคือให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มีเลือกตั้ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลผสมหรืออะไรก็ว่าไปตามเกม เส้นทางต่อจากนี้รัฐบาลจะเดินต่อไป ไม่มีใครรู้ 2-3 สัปดาห์นี้หรือช้าสุดหลังสงกรานต์คงเห็นหน้าเห็นหลังกันแล้ว หรืออาจก่อนสงกรานต์ด้วยซ้ำ”
เลขาธิการนายกฯ ระบุว่า ตามกำหนดพิจารณาคดีขององค์กรอิสระ ไม่ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญจะมีข้อวินิจฉัยออกมาประการใดก็ตาม ต้องเห็นความโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะมีคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ถ้าชัดเจนทุกคนก็ต้องรับและให้อยู่ในวิถีประชาธิปไตย
นักการเมืองฝีปากกล้าตระกูลเวชชาชีวะ ประเมินตารางการเมืองว่า คดีจำนำข้าวนายกฯ จะครบกำหนดชี้แจงข้อกล่าวหาสิ้นเดือน มี.ค. หลังจาก ป.ป.ช.เลื่อนเวลาให้ 15 วัน จากนั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ถึงจะมีคำวินิจฉัยออกมา ดังนั้นวันที่ 3-4 เม.ย. ป.ป.ช.อาจจะมีคำวินิจฉัยนายกฯ คดีจำนำข้าว และทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นนายกฯ อยู่ จากนั้นรองนายกฯ อันดับ 1 คือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็จะขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ
เส้นทางที่ประเทศกำลังจะเดินต่อไปจากนี้ สุรนันทน์ เห็นว่า มีอยู่ 2 สูตรกว้างๆ สูตรแรกคือสิ่งที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. หรือคนอยู่เบื้องหลัง สุเทพ ผลักดัน นั่นคือ การใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 หารัฐบาลคนกลางเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ หรือระงับใช้รัฐธรรมนูญทั้งหมดหรือบางมาตรา ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยในความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง
สูตรที่สอง คือ กลับเข้าสู่การเลือกตั้ง แล้วไปตกลงกันว่ารัฐบาลหน้าที่จะเข้ามาจะเป็นรัฐบาลปฏิรูป อยู่ทำหน้าที่ 6-12 เดือน เสร็จเมื่อไหร่ก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ นานาชาติก็ให้การยอมรับ เพราะคนไม่เชื่อว่าสูตรแรกจะได้คนกลางที่ดีจริงหรือไม่ กลางจริงหรือไม่ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เอากลไกตรงนี้มาเช็กบิลคนอื่น หรือช่วยพวกตัวเองในภายหลัง
อดีตรัฐมนตรียุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มองว่า เส้นทางที่จะผลักดันไปใช้มาตรา 7 เป็นไปได้ยาก ขณะเดียวกันความพยายามจะให้ทหารมาฉีกรัฐธรรมนูญ แม้จะมีคนพยายามทำ แต่ก็ไม่เกิด เมื่อทั้งสองอย่างไม่เกิด และยังไม่กลับไปเส้นทางประชาธิปไตย ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งนายกฯ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มีคนตาย
“ถามว่าความรุนแรงเกิดขึ้นได้ไหม...ได้ เพราะอารมณ์แรงสิ่งหนึ่งที่ไม่ดีของการเมืองที่เล่นกันสุดขั้ว คือคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speach คนสุดขั้วไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ตรงกลาง นายกฯ ต้องการลดโทนของความสุดขั้ว ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ตรงนี้จะทำได้ต้องมีกติกา”
“ถ้าหากทหารจะฉีกกติกาต้องยอมรับผลที่จะตามมา คุณกล้ารับหรือเปล่า การผลักดันมาตรา 7 คุณกล้ารับผลที่จะเกิดขึ้นหรือเปล่า หากประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ก็มาช่วยกันทำให้ดีขึ้น ซึ่งมันมีกติกาของมันอยู่แล้ว เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่นำไปสู่การปะทะรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเมื่อไม่นานมานี้ สุรนันทน์ ยืนยันว่า นายกฯ พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะและพยายามทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ถ้าเป็นประเทศอื่นคงตีกันตายแล้ว แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 จนถึง 6 ตุลาฯ 2519 และเหตุการณ์พฤษาทมิฬ 2535 เป็นสูตรเดียวกันหมด ซึ่งนายกฯ และทีมงานเห็นบทเรียนตรงนี้ว่าหากเกิดความรุนแรง คนตายเยอะ กระสุนนัดแรก ประชาชนตายไม่ว่าจำนวนเท่าไหร่ รัฐบาลต้องมีส่วนรับผิดชอบ
“ยิ่งตายเยอะรัฐบาลยิ่งอยู่ไม่ได้ เมื่อทหารออกมาก็เข้าสู่วงจรอุบาทว์ นายกฯ จึงหลีกเลี่ยงไม่อยากปะทะ เพื่อไม่ให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ แต่ก็ทำให้ 4 เดือนที่ผ่านมาบรรยากาศอึดอัด ต้องกลับมาสู้กันในระบบ”
“พูดตรงๆ นายกฯ ไม่ใช่บอกว่าสิ่งที่คุณสุเทพพูดผิดหมด เวทีปฏิรูปของเขาไม่ดี แต่คุณจะเสนอความคิดชุดนี้ก็ควรเสนอตั้งแต่แรก รัฐบาลเคยจัดเวทีปฏิรูปตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ยอมเข้าร่วม วันนี้จะมาบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนตัวเอง ก็ไม่ถูก”
“แม้บางเรื่องที่เสนอจะน่าสนใจ แต่วิธีไม่ถูก ถ้าคุณจะเสนอผลักดันก็ต้องมาตามระบบ แพ้ชนะกันตามระบบ”
สุรนันทน์ ระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ และรัฐประหารนับไม่ถ้วน ก็เพราะไปคิดว่าจะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาแก้ปัญหาให้ตัวเองหลับไป...ตื่นมาสบาย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ดังนั้นต้องเรียนรู้ ต้องเจ็บปวดบ้าง ต้องถกเถียงกันไป พร้อมย้ำว่า การห้ำหั่นกันทางการเมืองจะอย่างไรก็แล้วแต่...ขอให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ได้ในสังคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จจากภารกิจเลขาธิการนายกฯ แล้ว เจ้าตัวบอกจะนำความรู้ความสามารถที่มีไปช่วยประเทศต่อไป แม้จะไม่ใช่ทางด้านการเมืองก็ตาม







