
รัฐต้องทบทวน
มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2553 ที่ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โอนสิทธิการรักษาพยาบาลของคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนไปให้สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดูแลโดยให้เพิ่มประโยชน์ทดแทนแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บอันตราย เจ็บป่วยทุพพลภาพ และเสียชีวิต
แม้จะดูเสมือนประหนึ่งว่ารัฐบาลกำลังมอบของขวัญในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของสมาชิกกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5.8 ล้านคน ที่เคยได้รับสิทธิจากบัตรทองมาเป็นประกันสังคม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลกำลังหาทางลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลรายปีต่อหัวต่อคนที่เป็นภาระของงบประมาณลงมา แล้วให้กลุ่มคนเหล่านั้นโอนไปอยู่ในระบบการรักษาพยาบาลแบบผู้เจ็บป่วยต้องเป็นผู้ร่วมรับภาระ
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้ศึกษาถึงผลประโยชน์ของประชาชนและสังคมที่ได้รับจากการโอนสิทธิดังกล่าวว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง
เพราะระบบการรักษาพยาบาลของประกันสังคมผ่านโรงพยาบาลเครือข่ายที่กระจายอยู่นั้น ด้อยประสิทธิภาพกว่าระบบการรักษาพยาบาลของ สปสช. อยู่มาก แต่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อคนที่สูงกว่า
สิ่งที่สะท้อนภาพเหล่านี้ได้ชัดเจนว่าระบบประกันสังคมมีคุณภาพและสิทธิประโยชน์และบริการที่น้อยกว่า สปสช. ไม่ว่าจะเป็น บริการผ่าตัดเปลี่ยนต้อกระจก ผ่าตัดหัวใจ หรือระบบการรักษาด้วยรถฉุกเฉิน
ทุกคนในแวดวงสาธารณสุขต่างรู้ดีว่า นโยบายนี้เป็นการถอยหลังลงคลองครั้งใหญ่เพราะระบบการรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม (สปส.) ที่นายจ้างลูกจ้างร่วมกันจ่ายในสัดส่วนตั้งแต่ 400750 บาทต่อเดือน โดยรัฐร่วมออกให้ในสัดส่วนต่ำที่สุดแค่ 2.75% นั้น ผู้ใช้สิทธินี้จะต้องเจ็บป่วยนอกหน้าที่การงานเท่านั้น และหากจะรักษาพยาบาลตามสิทธิกองทุนทดแทน ผู้ใช้สิทธินี้จะต้องบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจากการทำงานเท่านั้น
ขณะที่ระบบการรักษาพยาบาลที่อาจกล่าวได้ว่าดีที่สุด คือการรักษาตามโครงการบัตรทอง เพราะประชาชนไม่ต้องออกเงินเลยทุกระดับ แถมให้สิทธิในการรักษาแบบป้องกันล่วงหน้า เช่น การตรวจเช็กสุขภาพก่อนเป็นโรค การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การเข้าร่วมอบรมความรู้ป้องกันโรค ซึ่งสวัสดิการอื่นไม่ให้สิทธินี้
นอกจากนี้ การรักษาโรคบางโรคที่มีค่าใช้จ่ายเป็นหลักแสนบาท หลักล้านบาท ที่สวัสดิการอื่นไม่ให้สิทธิรักษา
แต่วันนี้รัฐบาลให้นโยบายดึงคู่สมรส บุตรธิดาของผู้เอาประกันตนจากการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด คือ บัตรทอง มาให้ใช้สิทธิรักษาของประกันสังคมที่ลูกจ้าง นายจ้างร่วมกันจ่ายเงิน และมีหลายโรคที่ไม่รักษาให้ และไม่มีการรักษาเชิงป้องกัน นโยบายแบบนี้จึงถอยหลังเข้าคลองและควรที่จะทบทวนเป็นอย่างยิ่ง







