
ตู่คุม นปช.ปลุกกลุ่มฮาร์ดคอร์อุ้มรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การประกาศแต่งตั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ มานั่งเก้าอี้ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลางงานชุมนุมใหญ่ “เคลื่อนพล คนประชาธิปไตย” ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา แทน ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ถือเป็นการ “ปรับทัพ” ครั้งสำคัญของคนเสื้อแดงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ที่เชื่อว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช. เข้มแข็งและเข้มข้นขึ้นกว่าที่ผ่านมา
ต้องยอมรับ 3 ปีกว่าในตำแหน่ง ตั้งแต่รักษาการประธาน นปช. ธิดา ซึ่งถูกดึงขึ้นมาขัดตาทัพในช่วงปลายปี 2553 หลังแกนนำ นปช. ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ด้วยข้อหาก่อการร้าย จนขยับขึ้นมานั่งประธานแบบเต็มตัว ยังไม่อาจสร้างการยอมรับภายในกลุ่มคนเสื้อแดง หรือมีบารมีเพียงพอจะดึงมวลชนให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่
ยิ่งกว่านั้นยังก่อให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มเสื้อแดงด้วยกันเอง รวมไปถึงกลุ่มเสื้อแดงที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับ นปช.ในอดีต กระจัดกระจายไปเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศ จนสะเปะสะปะไร้ทิศทาง จนไร้พลังเพียงพอจะต่อสู้กับฝั่งตรงข้าม
การผลักดัน “จตุพร” กลับมากุมบังเหียนองคาพยพแดงในช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช. นับจากนี้ให้เข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น
ชินวัฒน์ หาบุญพาด หนึ่งในแกนนำ นปช. วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมากลุ่มเสื้อแดงหลายกลุ่มได้แยกตัวออกไปเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศ เพราะไม่ค่อยสบายใจกับอาจารย์ธิดา เพราะเป็นผู้หญิงยังติดนิสัยมีอะไรก็แสดงออกถึงความไม่พอใจแบบโจ่งแจ้ง ไม่สุขุมลุ่มลึก และเป็นเรื่องเปราะบางสำหรับการทำงานร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเสนอให้เปลี่ยนตัวประธาน นปช.มาโดยตลอดแต่ปีที่แล้ว จตุพร ยังไม่สบาย มีอาการบาดเจ็บหมอนรองกระดูก จึงปฏิเสธที่จะมารับตำแหน่ง
“แต่ปีนี้ จตุพร หายจากบาดเจ็บมารับตำแหน่ง เชื่อว่าจะทำให้เสื้อแดงเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะ จตุพร ไม่มีปัญหากับกลุ่มต่างๆ และยังเป็นที่เชื่อถือศรัทธาเป็นทุนเดิม อย่างวันเสาร์ที่ผ่านมาหลังการประกาศเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มวลชนก็โห่ร้องให้การยอมรับอย่างจริงใจ ไม่ใช่เป็นพิธี และท่าทีในโซเชียลมีเดียของกลุ่มต่างๆ ก็ให้การยอมรับ อย่างแกนนำ นปช.กทม. 50 เขต ก็เขียนในเฟซบุ๊กว่าจะออกมาร่วมเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่” ชินวัฒน์ กล่าว
แกนนำ นปช. ยังระบุอีกว่า จตุพรเป็นคนที่รักษาน้ำใจเพื่อนฝูง เข้าได้กับทุกกลุ่ม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แม้จะมีเห็นต่างอยู่บ้างก็เพียงแค่ความเห็นไม่ตรงกันอย่างแรมโบ้สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ไม่ได้แตกแยกกัน แต่อาจเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่องอย่างเรื่องการฝึกอาวุธ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เชื่อว่าต่อจากนี้กลุ่มต่างๆ จะมาร่วมเคลื่อนไหวกับ นปช. รวมทั้งมวลชนคนเสื้อแดงที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวมากกว่าเมื่อครั้งการชุมนุมเมื่อปี 2553 และแม้บนเวที จตุพร จะพูดจาดุดัน แต่ก็เคลื่อนไหวภายใต้หลักสันติ อหิงสา
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ “ดุเดือด” มากยิ่งขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ตำแหน่งประธาน นปช. แต่ทั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่มารับตำแหน่งเลขาธิการ นปช. ไปจนถึงวรชัย เหมะ สมหวัง อัสราษี รองประธาน นปช. หรือกระทั่ง นิสิต สินธุไพร นปช.สายฮาร์ดคอร์ ที่มารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนผู้ปฏิบัติงานระดับกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ หรือโรงเรียน นปช. ไปจนถึง นพ.เชิดชัยตันติศิรินทร์ กรรมการ นปช.ส่วนกลาง และผู้ประสานงาน นปช.ภาคอีสาน สมชาย ไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาเขตบางบอน พรรคไทยรักไทย
การปรับทัพ นปช.ในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะชัดเจนว่าบทบาทของมวลชนคนเสื้อแดงเวลานี้ เปรียบเสมือนองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ที่เปิดหน้าออกมาชนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
แต่จะเห็นว่าหลังการประกาศตัวเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการในงาน “นปช.ลั่นกลองรบ วางยุทธศาสตร์รับมือฝ่ายตรงข้าม” ณ อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ จ.นครราชสีมา นอกจากจะไม่สามารถผนึกกำลังมวลชนคนเสื้อแดงให้กลับมาเป็นปึกแผ่นได้แล้ว การเคลื่อนไหวสะเปะสะปะไร้ทิศทางแบบต่างคนต่างเคลื่อนไหวยิ่งทำให้ทิศทางของเสื้อแดงมีปัญหา โดยเฉพาะกับแนวคิด “แบ่งแยกประเทศ” และ“กองกำลังติดอาวุธ” ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นถล่ม นปช.อย่างหนัก
อีกทั้งการเคลื่อนไหวของ นปช. ภายใต้การนำของ ธิดา ที่ผ่านมาถูกมองว่าเน้นแต่ “ตั้งรับ” ดังนั้นการผลักดัน จตุพร ขึ้นมาเป็นประธาน นอกจากจะประสานให้เสื้อแดงกลุ่มต่างๆ กลับมาเหนียวแน่นแล้ว ยังจะเปิดเกมรุกที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการเป็นกาวใจสร้างเอกภาพของเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ที่ออกไปเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศ ไม่ว่าจะเป็นแดงอุดรฯ แดงเชียงใหม่ แดงปทุมฯ กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ฯลฯ ให้กลับมาร่วมเคลื่อนไหวอย่างมีพลังและทิศทางกับ นปช.มากยิ่งขึ้น
ดังจะเริ่มเห็นสัญญาณความชัดเจนเมื่อจตุพร เปิดเผยล่าสุดว่า ได้รับโทรศัพท์จาก ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดรว่าจะนำทัพคนเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสานมาร่วมในการต่อสู้
อนุวัฒน์ ทินราช ประธาน นปช.ภาคอีสาน ระบุว่า การเปลี่ยนประธานครั้งนี้สร้างความฮึกเหิมให้สมาชิก นปช.ภาคอีสานอย่างมาก และส่งสัญญาณว่า นับจากวันนี้ไปทาง นปช.จะมีการต่อสู้ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะมีแม่ทัพเป็นฝ่ายบู๊ และเป็นมวยถูกคู่กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่ผ่านมาเราเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว ปล่อยให้ สุเทพ โจมตีอยู่เพียงฝ่ายเดียว
“เชื่อว่าสมาชิก นปช.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะปรับกลยุทธ์การเคลื่อนไหวที่เข้มมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการประกาศลั่นกลองรบในครั้งนี้” อนุวัฒน์ กล่าว
ที่สำคัญ การเปลี่ยนตัวประธาน นปช.มาเป็น จตุพร ยังถือเป็นการส่งสัญญาณรุกไปถึงฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น กปปส. หรือกองทัพ ซึ่งเพียงแค่เข้ามารับตำแหน่งไม่กี่วันก็เปิดหน้าชนกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แบบไม่มียั้ง
การปรับทัพของ นปช.รอบนี้ จึงเชื่อว่าน่าจะยิ่งเพิ่มเชื้อความขัดแย้งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น







