posttoday
เลือกตั้งให้จบทางออกประเทศ

เลือกตั้งให้จบทางออกประเทศ

18 มีนาคม 2557

ผู้เขียนในฐานะทนายความ และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายสมัย เคยพิจารณาออกกฎหมายหลายฉบับ เคยทำความให้ความเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายครั้ง เห็นว่าปัจจุบันนี้สังคมแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย นักกฎหมาย นักวิชาการให้ความเห็นข้อกฎหมายเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ของฝ่ายตน ทำให้ประชาชนรับข่าวสารไม่ครบถ้วน และทำให้เกิดความสับสน

ผู้เขียนในฐานะทนายความ และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายสมัย เคยพิจารณาออกกฎหมายหลายฉบับ เคยทำความให้ความเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายครั้ง เห็นว่าปัจจุบันนี้สังคมแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย นักกฎหมาย นักวิชาการให้ความเห็นข้อกฎหมายเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ของฝ่ายตน ทำให้ประชาชนรับข่าวสารไม่ครบถ้วน และทำให้เกิดความสับสน

ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งได้กำหนดรูปแบบการปกครองการบริหารราชการแผ่นดิน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม

แม้แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็ยังมีรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) เป็นแนวทางในการปกครองประเทศ ซึ่งเป็นกฎกติกาที่คนในชาติต้องปฏิบัติตาม และรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของคนไทยทั้งประเทศมาแล้ว

คนที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 123 ระบุให้ปฏิญาณตนในการประชุมสภานัดแรกว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ปัจจุบันนี้ก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ตราบใดที่ยังไม่ยกเลิก คนไทยทุกคนจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ผู้เขียนขอแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญในประเด็นที่สังคมกำลังพูดถึงกันมากในขณะนี้ ดังนี้

ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปฏิรูปประเทศไทยของ กปปส. ได้รับการตอบรับจากคนไทยในวงกว้าง แม้แต่พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ต่างรณรงค์หาเสียงว่าจะให้มีการปฏิรูปประเทศหลังการเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นที่ กปปส. อ้างว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แล้วจะให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาใช้อำนาจดังกล่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะไม่ถูกต้อง

จริงอยู่ มาตรา 3 ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่อย่าลืมว่าประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้มอบอำนาจดังกล่าวให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล การที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะเอาอำนาจอธิปไตยมาเป็นของกลุ่มตน ก็จะเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการมิบังควร

ประเด็นนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 รัฐธรรมนูญ 2550 ผู้เขียนเห็นว่าบัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันการขาดตกบกพร่อง หรือการหลงลืมในกรณีที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่มีความสำคัญต่อการบริหารบ้านเมือง หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ในเมื่อรัฐธรรมนูญได้กำหนดวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และการพ้นจากตำแหน่งไว้ชัดแจ้งในหมวด 9 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี มาตรา 171 วรรคสอง นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 172 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี...

ฉะนั้น มาตรา 7 จึงใช้ไม่ได้ ถ้าใช้มาตรา 7 ก็จะขัดมาตรา 68 เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้...

ประเด็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน ภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป ประชุมรัฐสภาครั้งแรกไม่ได้จะพ้นจากการรักษาการหรือไม่ เนื่องจากมาตรา 181 คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามารับหน้าที่...

กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ เพียงแต่กำหนดเงื่อนไขว่า คณะรัฐมนตรีจะพ้นจากการรักษาการจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามารับหน้าที่ ฉะนั้นคณะรัฐมนตรีจะต้องรักษาการไปเรื่อยๆ

สำหรับการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการ เพื่อจะไปใช้มาตรา 7 ก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องอยู่รักษาการ ไม่ได้บังคับนายกรัฐมนตรีคนเดียว ถึงแม้นายกรัฐมนตรีลาออก รัฐมนตรีคนอื่นก็ยังคงมีหน้าที่รักษาการต่อไป ความเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการยังไม่สิ้นสุด

ประเด็นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เลือกตั้งไม่ครบทุกเขต ยังขาดอีก 28 เขต ถ้าจัดเลือกตั้งใหม่จะเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้เลือกในวันเดียวกันทั่วประเทศ

มาตรา 108 ...พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และวันเลือกตั้งต้องกำหนดเป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักร

ในมาตรา 108 เป็นการกำหนดวิธีการ ยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และในเนื้อหาของพระราชกฤษฎีกาให้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปภายในระยะเวลา 4560 วัน และให้กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับลงวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ก็ได้กำหนดไว้เป็นวันเดียวกัน คือ วันที่ 2 ก.พ. 2557 จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

แต่ถ้าหากมีกรณีใดๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบ 500 คน กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 วรรคหก ให้เวลาแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนครบภายในระยะเวลา 180 วัน

ฉะนั้น การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 จึงไม่มีเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และเป็นหน้าที่ของ 5 เสือ กกต. ที่จะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อประเทศจะได้เดินหน้า คนในชาติจะได้หันหน้ามาสามัคคีกันเหมือนเดิม ปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าเงินจำนำข้าวของชาวนา ภัยแล้งซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด ทำโครงการใหม่ก็ไม่ได้ สร้างหนี้ผูกพัน ก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลตัวจริงที่มาตามรัฐธรรมนูญเข้ามาบริหารประเทศ เลือกตั้งเสร็จเร็วก็ได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น

เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ระหว่างยังไม่มีการเลือกตั้งในส่วนที่ขาดไป เห็นควรที่พรรคการเมืองทุกพรรค กลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม จะได้ประชุมกันเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันว่า หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ให้ตั้งคณะทำงานปฏิรูปประเทศโดยไม่มีนักการเมืองร่วมเป็นคณะกรรมการชุดนี้ และกำหนดระยะเวลาไว้

เมื่อปฏิรูปเสร็จให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาใหม่ทันที

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง