posttoday
ความหวังของชาวนา

ความหวังของชาวนา

18 มีนาคม 2557

วันที่ผมเขียนบทความนี้ คือ วันจันทร์ที่ 17 มี.ค. 2557 เป็นวันที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะได้รับเงินจากกระทรวงการคลังมาจ่ายให้ชาวนา โดยระบุว่าความล่าช้าในการเบิกจ่ายก่อนหน้านั้น เป็นความล่าช้าของกระทรวงการคลังในการนำเอกสารข้าวที่ว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการลงนามในหนังสือเบิกเงินสาธารณะก้อนนี้ออกมาใช้ เพื่อเสี่ยงความรับผิดชอบต่อการทำผิดระเบียบและกฎหมายเงินเรื่องไม่จริง ไม่น่าวิตก

วันที่ผมเขียนบทความนี้ คือ วันจันทร์ที่ 17 มี.ค. 2557 เป็นวันที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะได้รับเงินจากกระทรวงการคลังมาจ่ายให้ชาวนา โดยระบุว่าความล่าช้าในการเบิกจ่ายก่อนหน้านั้น เป็นความล่าช้าของกระทรวงการคลังในการนำเอกสารข้าวที่ว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการลงนามในหนังสือเบิกเงินสาธารณะก้อนนี้ออกมาใช้ เพื่อเสี่ยงความรับผิดชอบต่อการทำผิดระเบียบและกฎหมายเงินเรื่องไม่จริง ไม่น่าวิตก

แต่มาถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าการเบิกจ่ายเงินก้อนนี้ยังไม่สามารถที่จะทำได้ ทำให้ชาวนาต้องรอเงินค่าข้าวต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น คงไม่มีเจตนาที่จะออกมาแก้ตัวแทนผู้ใดในกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงการคลัง ว่ากำลังเกี่ยงกันเซ็นหนังสือเบิกจ่ายเงิน 2 หมื่นล้านออกมาจ่ายให้ชาวนา และคงจะคิดอย่างที่ให้สัมภาษณ์ว่า ความล่าช้าในการเบิกจ่ายเกิดจากกระบวนการในการทำเอกสารจริงๆ

ที่ผมเชื่ออย่างนี้ เพราะรัฐมนตรีคนนี้มาจากหน่วยงานภาคเอกชน และในหน่วยงานภาคเอกชนถ้าการเบิกเงินล่าช้า ก็แก้ไขหรือผ่อนผันขั้นตอนการปฏิบัติงานตามระเบียบ หรือจะแก้กฎระเบียบเลยยังได้ ท่านจึงบอกว่าขอปฏิเสธข่าวไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีเรื่องน่าวิตกว่าทำแล้วผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น ผู้บริหารในภาคเอกชนยังมีความเป็นอิสระ และกล้าพอที่จะทักท้วงผู้บังคับบัญชา สามารถร่วมกันแล้วเห็นว่ามีอะไรไม่ถูกไม่ต้อง เพื่อร่วมกันคิดร่วมกันทำแก้ไขปัญหาภาคปฏิบัติ

แต่ในหน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการมักจะไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็น ถ้าความคิดเห็นนั้นอาจขัดนโยบายของผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะนักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ใครที่กล้าแสดงความคิดความเห็น มักถูกหมายหัวว่าเป็นตัวแสบ หมดอนาคตและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐมนตรีต้องการหาเงินมาจ่ายค่าข้าว ก็จะมีผู้เสนอไอเดียบรรเจิดว่า ถ้าหาเงินด้วยวิธีนี้ไม่ได้ ก็มีช่องทางหาเงินด้วยวิธีอื่นที่ง่ายกว่า โดยหารู้ไม่ว่าที่ว่าง่ายๆ นั้น เพราะเป็นการเบิกจ่ายเงินตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของทางราชการนั้น ถ้าไม่ใช่ข้าราชการที่มีหน้าที่ปฏิบัติโดยตรงจะไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งพอที่จะมองเห็นปัญหาและอุปสรรคภาคปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเมื่อใครเสนอความเห็นให้เบิกจ่ายเงินจากงบกลางก็ดี งบทดรองจ่ายราชการก็ดี ทุกคนย่อมไม่คัดค้าน เพราะคัดค้านไปก็ไม่มีใครฟัง เป็นเสียงข้างน้อยและกลายเป็นตัวแสบโดยไม่รู้ตัว สู้อยู่เฉยๆ รักนวลสงวนตัวไว้ดีกว่า

หลายเรื่องที่ผ่านมาจึงล้มเหลวหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาไม่ได้ ตั้งแต่การให้ ธ.ก.ส. ออกเงินกู้ให้ก่อน การให้สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ให้ การให้ธนาคารของรัฐกู้ยืมจับจ่ายระบบเงินกู้ระหว่างธนาคาร ซึ่งแต่ละกรณีตอนเริ่มต้นก็เป็นลำไม้ไผ่ แต่เหลาๆ ไปกลายเป็นบ้องกัญชาอย่างที่คนโบราณว่าไว้ทุกเรื่อง

เรื่องอย่างนี้รัฐมนตรีคนเดียวคงคิดไม่ได้ ต้องมีคนเสนอไอเดียให้ มีการประชุมร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้และกฎเกณฑ์ กติกา มารยาทที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีใครคัดค้าน รัฐมนตรีอยากทำก็ให้ทำไป คนที่ลำบากคือชาวนาที่ต้องรอเงินค่าข้าวที่คิดว่าจะได้รับตามสัญญา แล้วก็แห้วไปเมื่อรัฐหาเงินมาจ่ายไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ และผิดขั้นตอนการปฏิบัติ

แต่สำหรับประชาชนผู้เสียภาษีอย่าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎระเบียบเรื่องการกู้เงิน การเบิกเงิน และการใช้จ่ายเงินของราชการหรือเงินแผ่นดินเลย เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดขั้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านโดยตรง

ทำไมหรือครับ เพราะเงินที่จะถูกควักออกไปให้จ่ายคือเงินแผ่นดิน หรือเงินภาษีที่ท่านต้องควักกระเป๋าจ่ายให้รัฐบาลทุกๆ ปีนั่นเองแหละครับ

กลับมาเรื่องการเบิกเงินจากงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท โดยที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการได้ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วดีกว่า

ผมเชื่อว่าพอถึงขั้นตอนการปฏิบัติที่จะถอนเงินออกมาใช้ ก็คงไม่ง่ายเหมือนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์

สาเหตุเพราะงบประมาณส่วนที่เรียกว่างบกลางนั้น เป็นงบประมาณที่มีการตั้งไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี มีการกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้เงินไว้แล้ว ถ้ามีการดึงงบประมาณออกไปใช้ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายให้ชาวนา ก็หมายความว่าจะไม่มีเงินเหลือเอาไว้ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เดิมๆ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ เช่น ถ้าเงินงบกลาง 2 หมื่นล้าน ถูกตั้งไว้ใช้จ่ายกรณีถ้าเกิดภัยแล้ง หากถูกเอาไปใช้จ่ายให้ชาวนาเป็นค่าข้าวหมดแล้ว ถ้าเกิดภัยแล้งก็จะไม่เหลืองบประมาณที่จะเบิกจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น

สำหรับกรณีนี้ กกต.กำหนดให้หน่วยราชการที่เป็นเจ้าของเรื่อง คือ กรมการค้าต่างประเทศ จะต้องขายข้าวหาเงินมาคืนเงินที่เบิกจ่ายจากงบกลางให้กระทรวงการคลัง ภายในเดือน พ.ค.นี้

ปัญหาคือ ถ้าขายได้ไม่ครบ 2 หมื่นล้านบาท ใครจะรับผิดชอบเงินที่เบิกไปใช้ และจะเอาเงินที่ไหนไปใช้ถ้าเกิดเหตุที่จำเป็นจะต้องใช้เงินงบกลางตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แต่เดิม

ผมเข้าใจว่า ล่าสุดได้เปลี่ยนแผนการเบิกเงิน 2 หมื่นล้านบาท จากงบกลาง มาเบิกจ่ายเงินทดรองจ่ายจากเงินคงคลังที่เรียกว่า เงินทดรองราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2547 แทน เพราะการขอยืมเงินทดรอง (จ่าย) ราชการนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องภาระผูกพันของเงินที่จะนำมาจ่ายเหมือนเงินในงบกลาง โดยจะขอเบิกจ่ายแบบเงินทดรองเฉพาะเงินกรณีพิเศษ เพื่อใช้จ่ายในเหตุฉุกเฉินและจำเป็น

แต่การขอใช้เงินทดรองจ่ายแบบที่ว่าก็มีระเบียบการเบิกจ่ายอย่างรัดกุม และส่วนราชการนี้เบิกจ่ายเงินทดรองราชการออกไป มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบหาหลักฐานการใช้จ่ายไปตั้งงบประมาณมาชดใช้คืนเงินคงคลังให้ครบถ้วน ในฐานะลูกหนี้เงินทดรองราชการของกระทรวงการคลังภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การเบิกเงินทดรองราชการมาใช้ดีกว่าการใช้เงินงบกลาง อีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าหาเงินมาใช้ไม่ครบ ยังสามารถเลื่อนกำหนดการชำระเงินออกไปได้ อย่างมากก็แค่ถูกกระทรวงการคลังออกหนังสือทวงหนี้ให้มาจ่ายคืนตามระเบียบ

ที่น่าคิดคือ ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการ ส่วนราชการที่เบิกจ่ายต้องเบิกผู้จ่ายเงินทดรองเอง ซึ่งก็ควรเบิกอย่างนั้น เพราะส่วนราชการนั้นต้องรับผิดชอบการหาเงินหาหลักฐานการจ่ายเงินมาจ่ายคืนเงินที่เบิกทดรองไป

แต่เรื่องเงินทดรองราชการ 2 หมื่นล้านนี้ กรมการค้าต่างประเทศไม่ได้จ่ายเงินให้ชาวนาเอง แต่ ธ.ก.ส.เป็นผู้จ่ายให้ชาวนาทั่วประเทศ ประกอบกับการจ่ายเงินทดรองครั้งนี้ยอดสูงสุดเท่าที่เคยเบิกจ่ายกันมา ข้าราชการคงไม่สามารถหรือไม่กล้าลงมารับผิดชอบ

เรื่องนี้ทำได้วิธีเดียว ถ้าผมจำเรื่องขั้นตอนในการเบิกเงินทดรองราชการไม่ผิดมือ รัฐมนตรีคลังจะต้องลงให้เบิกจ่ายเงินทดรองราชการ 2 หมื่นล้านเอง

ไม่อย่างนั้นชาวนาก็คงต้องร้องเพลงรอต่อไป

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว