
ไทยกับสหประชาชาติ
คิดว่าตอนนี้ไม่มีคนไทยเราคนไหน อันที่จริงอาจจะนับรวมได้ทั้งท่านที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศด้วย
คิดว่าตอนนี้ไม่มีคนไทยเราคนไหน อันที่จริงอาจจะนับรวมได้ทั้งท่านที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศด้วย ที่ไม่ได้ยินได้ฟังเรื่องการที่ผู้อยู่ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือจะว่าคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ก็ตามที ได้มีแนวคิดซึ่งก็คงจะทำจริงๆ ไปแล้วหรือทำแน่นอนด้วย ในเรื่องของการเชิญให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาในประเทศไทย
ผมเองก็มีความคิดเห็นและได้พูดไปในหลายวาระ แต่ก็งูๆ ปลาๆ ตามประสาคนที่ไม่ได้สันทัดจัดเจนในเรื่องการระหว่างประเทศ แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และพูดภาษาแบบโบราณๆ ก็คือ มันเป็นการชักศึกเข้าบ้าน กิจการภายในประเทศก็ควรที่จะต้องแก้ไขกันภายในประเทศ แถมหากลองคิดกันเล่นๆ ว่าวันนี้ไม่ใช่ บันคีมุน เป็นเลขาธิการสหประชาชาติ แต่เป็น สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ท่านที่ติดต่อไปทางสหประชาชาติทั้งหลายจะยังคงทำเช่นเดิมหรือไม่
ปรากฏว่าทัศนะที่ออกจากความรู้แบบกระผีกของผมเมื่อได้ไปอ่านทัศนะความรู้แบบแก่นของผู้ที่คร่ำหวอดกันอยู่ในวงการระหว่างประเทศแล้ว เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ท่านชี้แจงแถลงไขได้จะแจ้งชัดเจนกว่าผมมาก เลยอยากเอามาฝากให้คิดกัน โดยท่านผู้หวังดีต่อประเทศชาติจำนวนหนึ่งท่านชี้ให้เห็นว่า
“ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน อำนาจหน้าที่ของรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจำกัดอยู่ที่การรักษาความต่อเนื่องของงานราชการเพื่อดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของประเทศไทย รวมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่แล้วในเวทีระหว่างประเทศ โดยไม่สร้างพันธกรณีใหม่ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะเชิญเลขาธิการสหประชาชาติเยือนไทย เพื่อพิจารณาหนทางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น ยังขาดการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างถี่ถ้วน”
“ไม่ว่าเลขาธิการสหประชาชาติจะเยือนไทยด้วยตนเองหรือส่งผู้แทน หรือผู้แทนพิเศษ ในท้ายที่สุด ตามคำเชิญที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ล้วนเป็นการเยือนตามคำเชิญของรัฐบาลไทย ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการติดตามผลในกรอบสหประชาชาติและการมีข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์ในไทย ซึ่งข้อเสนอแนะอาจมิได้ถูกร่างโดยผู้ที่ยึดมั่นต่อผลประโยชน์ของไทย หรือมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับสถานการณ์ในไทย รวมทั้งไทยอาจตกอยู่ภายใต้การประเมินความพึงพอใจในการอนุมัติข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยฝ่ายเลขานุการของสหประชาชาติ หรือประเทศสมาชิกอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันและการดำเนินมาตรการอื่นๆ ต่อไทยในภายหลัง”
“นอกจากนี้ การดึงสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์การเมืองภายในประเทศดังกล่าว อาจบั่นทอนแนวทางที่ไทยยึดถือมาตลอดในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกระบวนการภายในประเทศ รวมทั้งเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าคำเชิญลักษณะดังกล่าวอาจนำไปสู่การดึงประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการและกรอบการหารือใหม่ที่ไทยอาจไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยได้”
ตบอกผางครับท่านผู้อ่าน นี่ยังไม่นับเรื่องจำนำข้าวเอย อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรครับท่าน







