posttoday
พญามังกรมืดแปดด้านศก.ดิ่งซ้ำหนี้เน่าพุ่ง

พญามังกรมืดแปดด้านศก.ดิ่งซ้ำหนี้เน่าพุ่ง

12 มีนาคม 2557

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ณ เวลานี้ เศรษฐกิจจีนกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอย่างแท้จริง เนื่องจากพญามังกรกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่พึ่งพาการส่งออก การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และการควบคุมจากส่วนกลางไปสู่การพึ่งพาการบริโภคจากตลาดภายในและให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทจัดสรรทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น

แม้ว่าจีนจะมุ่งปรับเปลี่ยนและปฏิรูปเศรษฐกิจของตนเองไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว แต่กระบวนการแปลงโฉมครั้งสำคัญนี้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน

เพราะย่อมต้องแลกมาด้วยราคาค่างวดอะไรบางอย่างเช่นกัน โดยเฉพาะการต้องยอมปล่อยให้การเติบโตที่เคยร้อนแรง “ชะลอตัวลงมาบ้าง” เพื่อเปิดช่องให้การปฏิรูปได้เดินหน้า ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โหลวจี้เหว่ย รัฐมนตรีคลังของจีน ได้ออกมาเผยแล้วว่ารัฐบาลสามารถยอมรับได้หากการขยายตัวจีดีพีต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ในปีนี้ที่ 7.5% เนื่องจากสิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระและความกินดีอยู่ดีของประชาชนมากกว่า

จากถ้อยแถลงของขุนคลังพญามังกรในข้างต้น จึงไม่แปลกใจเลยว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจจีนจะปรับเกียร์เข้าสู่โหมดการชะลอตัวอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าหลักของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อจีนลดการบริโภคและนำเข้าสินค้าต่างๆ ย่อมทำให้มีรายได้ลดน้อยลง

กระนั้นก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเดียว เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่าพี่จีนเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ เช่นกัน ทั้งจากหนี้รัฐบาลท้องถิ่น และหนี้ภาคเอกชน ซึ่งนั่นยังไม่นับรวมกับการชะลอตัวของภาคการส่งออกของประเทศอีก หลังจากเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จีนต้องประสบกับภาวะขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 11 เดือน

จนเรียกได้ว่า จีนกำลังเผชิญวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง

โดยเฉพาะ “ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น” และ “หนี้ภาคบริษัทเอกชน” ในปัจจุบันที่พุ่งสูงจนไปอยู่ในระดับที่น่ากลัวและเสี่ยงต่อการนำไปสู่วิกฤตในระบบการเงินในดินแดนมังกรเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากว่าหนี้เหล่านี้กลายเป็นหนี้เสียหรือผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา ระบบการเงินของจีนย่อมเสี่ยงที่จะล้มครืนทั้งระบบ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ที่ออกมาเผยว่า หนี้ภายในทั้งหมดของจีนในปี 2013 ทั้งหนี้ท้องถิ่น หนี้รัฐวิสาหกิจ หนี้ของภาคเอกชน ไปจนถึงหนี้ระดับรายย่อยอย่างภาคครัวเรือนขยายตัวขึ้นไปถึง 216% ต่อจีดีพี จากเดิมในปี 2008 ซึ่งอยู่ที่ 128% และคาดว่าจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 271% ในปี 2017

แต่หากนับแยกออกมาเป็นรายกลุ่ม เฉพาะแค่หนี้รัฐบาลท้องถิ่นก็ปาเข้าไปถึง 31% ของจีดีพีแล้ว หรือประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนี้ของบริษัทภาคเอกชนอยู่ที่ประมาณ 120% ของจีดีพี หรือที่ประมาณ 12.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มาที่ไปของหนี้ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและหนี้เอกชนของพญามังกรจีนซึ่งพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วปานติดจรวด เกิดจากการพึ่งพาสถาบันการเงินนอกระบบธนาคาร หรือ “ระบบธนาคารเงา” (ชาโดว์แบงก์) เนื่องจากการเข้าถึงเงินกู้ในระบบธนาคารแบบปกติทำได้ยากลำบากและมีเงื่อนไขที่ยุ่งยาก

ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาลท้องถิ่นนั้น แม้ตามกฎหมายจีนแล้วจะไม่สามารถกู้ยืมและออกพันธบัตรขายได้โดยตรง แต่ก็ได้อาศัยช่องว่างในระบบกฎหมายด้วยการเลี่ยงมาจัดตั้งบริษัทเพื่อระดมเงินทุนขึ้นมาเป็นการเฉพาะ หรือเรียกว่า “แอลจีวีเอฟ” เพื่อนำไปลงทุนพัฒนาสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเมืองตนเอง ซึ่งระบบนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบธนาคารเงา โดยปริมาณการระดมทุนรัฐบาลท้องถิ่นตามมณฑลต่างๆ พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วหลังจากปี 2008

เนื่องจากรัฐบาลกลางยอมผ่อนคลายความเข้มงวดและควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาลท้องถิ่นลง เพราะรัฐบาลกลางก็ต้องการให้เกิดการลงทุน เพื่อค้ำยันไม่ให้เศรษฐกิจจีนไม่ชะลอตัวลงตามวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008

แม้การโหมกระหน่ำลงทุนผ่านการระดมทุนและกู้ยืมอย่างบ้าคลั่งของรัฐบาลท้องถิ่นจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนยังรักษาระดับการขยายตัวได้อย่างน่าชื่นชม แต่ปัจจุบันก็เริ่มส่งผลข้างเคียงแล้ว โดยเฉพาะปริมาณหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นในปี 2013 ที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับปี 2010 ซึ่งในจำนวนนี้คาดว่าจะมีหนี้เสียอยู่สูงมากเช่นกัน

เนื่องจากการลงทุนก่อสร้างที่มากเกิน บวกกับการชะลอตัวเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์และมูลค่าของโครงการลงทุนต่างๆ ดิ่งลงอย่างหนัก ดังนั้นผลกำไรที่รัฐบาลท้องถิ่นนำไปลงทุนไว้จึงไม่ได้ตรงตามเป้า

ในที่สุดจึงกลายเป็นความกังวลว่ารัฐบาลท้องถิ่นอาจไม่สามารถหาเงินมาจ่ายผลตอบแทนในระดับที่สูงคืนให้นักลงทุนตามที่ให้สัญญาไว้ได้ ซ้ำร้ายบางเมืองอาจถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้จนกลายเป็นหนี้เสียอีกด้วย โดยเฉพาะในปีนี้หลายมณฑลครบกำหนดต้องจ่ายคืนให้กับนักลงทุน และปีที่ผ่านมาบางเมืองก็เริ่มออกอาการผิดนัดชำระหนี้กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมณฑลกานซู ชานตง ซานสี่ และเจียงซี

ในส่วนของหนี้ภาคเอกชนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทหันไปออกขายหุ้นกู้และทรัสต์ เพื่อระดมเงินทุนมาใช้ในการขยายกิจการ เนื่องจากการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารเต็มไปด้วยความยุ่งยากและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน

ทว่าผลจากการชะลอตัวของจีนและการที่รัฐบาลหันมาลดกำลังการผลิตที่ล้นเกินในอุตสาหกรรมหลายชนิดลง เช่น เหล็ก กระดาษ และปูนซีเมนต์ ก็ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องประสบภาวะขาดทุน

เนื่องจากสิ่งที่ระดมเงินไปลงทุนไม่ได้ให้ผลตอบแทนตามที่คาดคิดไว้ และยิ่งเมื่อตอนออกขายหุ้นกู้และทรัสต์สัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนที่สูงลิ่ว ก็ทำให้ปัจจุบันหลายบริษัทเอกชนและบริษัทที่ออกทรัสต์เสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ล่าสุด บริษัท เฉาลี่ โซลาร์ เอเนอร์จี ไซเอน แอนด์ เทคโนโลยี ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในเซี่ยงไฮ้ ได้กลายเป็นบริษัทแห่งแรกบนแผ่นดินจีนที่ผิดนัดชำระหนี้ หลังจากไม่สามารถหาผลตอบแทน 14.7 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจ่ายให้กับนักลงทุนได้ ทั้งๆ ที่หุ้นกู้อายุไถ่ถอน 5 ปี ดังกล่าวเพิ่งจะออกขายเมื่อปี 2012 เท่านั้น

อย่างไรก็ดี แม้จะเพิ่งมีกรณีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีบริษัทเอกชนของจีนหลายแห่งที่หวุดหวิดจะผิดนัดชำระหนี้มาแล้วหลายหน โดยเมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กองทุนจี้หลินทรัสต์ ที่ระดมเงินทุนให้กับบริษัทถ่านหิน ซานสี่เหลียนเสิ่ง เอเนอจี มากกว่า 5,000 ล้านหยวน ไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้นักลงทุนตามที่ให้สัญญาไว้ ก่อนที่ท้ายที่สุดก็สามารถเจรจาเรื่องการปรับโครงสร้างการจ่ายเงินคืนให้นักลงทุนได้

นอกจากนี้ ในปีนี้ปริมาณการไถ่ถอนจากกองทุนทรัสต์ต่างๆ ที่ออกขายโดยบริษัทเอกชนจีน ก็มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้จะมีมากถึง 18 กองทุน โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 5.3 ล้านล้านหยวน ขณะที่ปีที่แล้วอยู่ที่ 5 กองทุนเท่านั้น ที่ 3.5 ล้านล้านหยวน

“ผลิตภัณฑ์จากทรัสต์ต่างๆ เสี่ยงสูงมากที่จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นในปีนี้ และกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเหมืองถ่านหินเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่ชี้ถึงปัญหา” ฉือเล่ย หัวหน้านักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์ ผิงอัน กล่าว

อย่างไรก็ดี หากจะไปโยนความผิดให้กับฝ่ายบริษัทเอกชนที่ออกขายทรัสต์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะฝ่ายนักลงทุนเองก็ต้องมีส่วนร่วมในความผิดพลาดนี้เช่นกัน

เนื่องจากนักลงทุนเองก็ไม่ได้ระมัดระวังในการลงทุนและดูเรื่องความเสี่ยงที่ดีพอ จนนำไปสู่การลงทุนที่ไร้คุณภาพ เพราะดันไปเข้าใจเอาเองว่าธนาคารภาครัฐซึ่งเป็นผู้ช่วยออกขายผลิตภัณฑ์จะเข้ามาอุ้มหากเกิดปัญหา

จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลจีนจะยอมปล่อยให้หุ้นกู้บริษัท เฉาลี่ โซลาร์ เอเนอร์จี ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่ครบกำหนดไปเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา กลายเป็นหนี้เสียหนแรกในตลาดหุ้นกู้บนแผ่นดินมังกร เพื่อสั่งสอนนักลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น

จากปัญหาหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนที่โหมกระหน่ำเข้ามาพร้อมกัน ตรงกับช่วงที่จีนกำลังเผชิญกับการชะลอตัวพอดี จึงบอกได้คำเดียวว่า ในปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับจีนอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน