posttoday
ปฏิรูประบบการทุจริตในประเทศ

ปฏิรูประบบการทุจริตในประเทศ

11 มีนาคม 2557

ในช่วงระหว่างปี 2556 จนกระทั่งถึงขณะนี้ การต่อต้านการทุจริตได้กลายเป็นกระแสการเรียกร้องของประชาชนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมมีข้อเสนอแนะบางประการเพื่อควบคุมปัญหานี้

ในช่วงระหว่างปี 2556 จนกระทั่งถึงขณะนี้ การต่อต้านการทุจริตได้กลายเป็นกระแสการเรียกร้องของประชาชนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมมีข้อเสนอแนะบางประการเพื่อควบคุมปัญหานี้

ประการแรก เราต้องคิดถึงการปฏิรูปพรรคการเมือง ตำรวจ และอัยการ จากการสำรวจใน 107 ประเทศทั่วโลก ในปี 2556 ว่า สถาบัน หน่วยงาน และองค์กรภาครัฐและเอกชน หน่วยงานไหนที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (TI) พบว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเหมือนกันทั่วโลก รองลงมาได้แก่ ตำรวจ อัยการ ศาล ข้าราชการ และรัฐสภา

ในประเทศไทย TI ชี้ว่าพรรคการเมืองและหน่วยงานตำรวจมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเกาหลีใต้มีพรรคการเมืองที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีตำรวจที่คอร์รัปชั่นมากที่สุด เขมรมีระบบศาลที่คอร์รัปชั่นมากที่สุด ส่วนอินโดนีเซียมีตำรวจและ สส.ที่คอร์รัปชั่นมากที่สุด

ดังนั้น ประสบการณ์จากทั่วโลกจึงมีข้อสรุปตรงกันว่า หากต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าประเทศไหนต้องปฏิรูปพรรคการเมืองและตำรวจก่อน

ประการที่สอง เราควรให้ความสนใจกับมาตรการการป้องกันมากกว่ามาตรการปราบปราม เพราะว่าคอร์รัปชั่นเป็นธุรกรรมด้านมืด การเอาชนะความมืดได้ก็ต้องใช้แสงสว่าง ต้องทำให้แสงสว่างเข้าไปให้ถึงด้านมืดของสังคม สิ่งที่จะทำให้สังคมมีความสว่าง มีความโปร่งใส ที่สำคัญที่สุดก็คือการให้สื่อมวลชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และภาคประชาสังคมมีความรู้เท่าทันว่าอะไรคือคอร์รัปชั่น และอะไรคือไม่ใช่คอร์รัปชั่น

คอร์รัปชั่นในมาตรฐานสากลโดย UN และ TI มีความหมายกว้างกว่าคำว่าการทุจริตของไทย เวลาที่คนไทยพูดถึงคำว่า การทุจริต เราหมายถึงการฉ้อราษฎร์และการบังหลวง การฉ้อราษฎร์เป็นพฤติกรรมที่ข้าราชการหรือตำรวจโกง หรือเรียกร้องเงินอย่างผิดกฎหมายจากชาวบ้าน หรือรีดไถเงินชาวบ้าน การเรียกรับสินบน การรับเงินใต้โต๊ะ และการรับเงินตามน้ำหรือทวนน้ำ

ส่วนการบังหลวงเป็นพฤติกรรมที่นักการเมืองและข้าราชการเบียดบังเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินหลวงมาเป็นของตนเอง เช่น การกินเงินค่าหัวคิวในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีตั้งแต่ 1540% การโกงในโครงการรับจำนำข้าวที่ตกประมาณปีละ 1.2 แสนล้านบาท เป็นต้น

แต่คอร์รัปชั่นของ UN และ TI มีความหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเสื่อมเสียทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการ เช่น การโกหกประชาชน การประกาศนโยบายเพื่อหาคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถทำได้จริง

การออกนโยบายหรือโครงการที่ทำให้สังคมหรือประเทศได้รับความเสียหาย การใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ เช่น ที่ DSI ออกมาตรการอายัดบัญชีของ กปปส. และแกนนำที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล และการตั้งข้อกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.ทั้งหมดว่าเป็นกบฏ ทั้งสองกรณีนี้ถือได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งและรังแกกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล

ในมาตรฐานของ UN ธนาคารโลก และ TI แล้ว ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่งของรัฐบาล ที่เรียกกันว่าการคอร์รัปชั่นทางการเมือง (Political Corruption) คอร์รัปชั่นแบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการหาผลประโยชน์ทางด้านเงินๆ ทองๆ ของนักการเมือง แต่เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยอาศัยความเป็นเครือญาติ หรือใช้ระบบอุปถัมภ์แก่พวกพ้องของตนเอง พฤติกรรมแบบนี้ในมาตรฐานของ UN และ TI แล้ว ก็ถือเป็นการคอร์รัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน เรียกว่าเป็นการคอร์รัปชั่นในการบริหารราชการ (Administration Corruption)

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรปรับแก้ความหมายการทุจริตของไทยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับขององค์การสหประชาชาติ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถควบคุมการทุจริตของนักการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ประการที่สาม ผมคิดว่าเราควรจะยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กรตรวจสอบ ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และที่เป็นองค์กรของภาครัฐ และควรเริ่มต้นที่ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมต้นทางการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง

ผมคิดว่าธรรมาภิบาลทางด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของ กกต. เท่าที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ผมคิดว่า กกต.มีความสามารถที่จะจับนักการเมืองที่ทุจริตในการเลือกตั้งได้ไม่น่าจะเกิน 23% ในขณะที่นักการเมืองที่ทุจริตอีกกว่า 90% สามารถเล็ดลอดออกมาเป็น สส. และเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้

ผมคิดว่า กกต.ควรสนใจที่จะทำงานกับองค์กรภาคประชาชน และหาทางเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนให้มากขึ้น โทษของการทุจริตในการเลือกตั้งไม่ควรจะเป็น 1 ปี หรือ 5 ปี แต่ควรเป็นตลอดชีวิตและตลอดไป คนที่ทุจริตทางการเมืองไม่สมควรได้รับโอกาสให้กลับมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการตลอดชีวิต โทษของการทุจริตทางการเมืองควรเป็นโทษทางอาญา และไม่ควรมีการรอลงอาญาด้วย

เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ผมคิดว่ามีปัญหาทางด้านธรรมาภิบาลเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ป.ป.ช.ไม่สามารถให้คำมั่นกับประชาชนหรือสังคมได้ว่า คดีที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าคดีคอร์รัปชั่นไม่ควรมีอายุความ สังคมควรถือว่าการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นการทรยศต่อชาติขั้นร้ายแรงที่สุด

ประการที่สี่ การเพิ่มอำนาจให้แก่ภาคประชาสังคม ในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลและการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรของภาครัฐ ผมคิดว่าควรให้ภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวสารข้อมูลของหน่วยงานด้านการกำกับดูแล การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคม ควรเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งกว่ายุทธศาสตร์ใดๆ ของ ป.ป.ช. เพราะจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่การควบคุมคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้ดีที่สุดในระยะยาว

ประการสุดท้าย การสร้างจิตสำนึกและค่านิยมที่รังเกียจคอร์รัปชั่น ในประเด็นนี้ผมคิดว่าเวที กปปส. ได้ช่วยส่งเสริมจิตสำนึกในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างเห็นผลชัดเจนที่สุด ผมคิดว่ากระบวนการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต และไม่ยอมรับการทุจริตที่ดีที่สุด คือ การลงโทษโดยสังคม (Social Sanctions) ในรูปแบบต่างๆ ต่อนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริต

ในท้ายที่สุด ผมอยากเตือน ธ.ก.ส. เรื่องการตั้งกองทุนชาวนาเพื่อช่วยเหลือโครงการรับจำนำข้าวว่า จะทำอะไรควรเป็นไปอย่างโปร่งใส อย่ามีวาระซ่อนเร้น อย่าโกหกประชาชน เพราะจะเสี่ยงทั้งการทำผิดกฎหมาย และขัดกับหลักการบริหารสมัยใหม่ที่ต้องมีธรรมาภิบาล

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ