posttoday
มังกรสกัดหยวนแข็งสยบเศรษฐกิจดิ่งเหว

มังกรสกัดหยวนแข็งสยบเศรษฐกิจดิ่งเหว

11 มีนาคม 2557

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ย้อนกลับไปช่วงปลายเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา รัฐบาลแดนมังกรได้ส่งสัญญาณที่จะลอยตัวค่าเงินหยวนเป็นครั้งแรก โดยครั้งนั้น โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ลั่นวาจาไว้อย่างชัดเจนว่าจีนมีแผนเตรียมยุติการเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และจะนำระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวมาใช้เพื่อให้ค่าเงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น รวมถึงการอนุญาตให้เงินหยวนปรับตัวขึ้นลงไม่เกิน 1% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายเงินหยวนในแต่ละวัน

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ทั่วโลกก็ได้ประสบกับความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน ที่มีตั้งแต่การปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรง และการปรับตัวพุ่งพรวดแข็งค่าขึ้นจนน่าตกใจ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจีน (ซีเอฟอีทีเอส) รายงานว่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.48% แตะที่ 6.1201 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่าคำพูดและท่าทีจากรัฐบาลแดนมังกรจะแสดงให้เห็นความพร้อมและความเต็มใจที่จะปล่อยเงินหยวนออกจากอ้อมอก อันเป็นหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนของรัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กระนั้น บรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงอดกังขาไม่ได้ว่าจีนพร้อมจริงแน่หรือสำหรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว พร้อมคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ค่าเงินหยวนของจีนขณะนี้มีแนวโน้มที่รัฐบาลและธนาคารกลางจีนจะจัดการให้อ่อนค่าลงมากกว่าจะปล่อยให้แข็งค่าขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่มั่นใจครั้งนี้เป็นเพราะสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันที่ค่อนข้างจะโตช้า ท่ามกลางอัตราการเติบโตของตลาดโลกที่เริ่มชะลอตัวลงเช่นกัน กระทั่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่บีบให้รัฐบาลจีนยังจำเป็นต้องควบคุมดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน เพื่อป้องกันภาคการส่งออกที่ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบหนักเกินไป

ทั้งนี้ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมศุลกากรจีนเปิดเผยยอดการค้าในเดือน ก.พ. ว่าขาดดุลที่ 2.298 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.149 แสนล้านบาท) โดยนับเป็นการขาดดุลครั้งแรกของจีนในรอบ 11 เดือน ขณะที่ยอดส่งออกสินค้าเดือนที่ผ่านมาปรับลดลงมากถึง 18.1% เทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วอยู่ที่ 1.141 แสนล้านหยวน (ราว 5.705 แสนล้านบาท) และตัวเลขกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สัญญาณซบเซาทางเศรษฐกิจข้างต้น นับเป็นลางร้ายสำหรับจีนหากจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดเหมือนที่เกริ่นไว้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ธนาคารกลางจีนจะตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงรายวันเมื่อวันจันทร์ที่ 10 มี.ค. ลง 0.18% มาอยู่ที่ 6.1312 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการปรับลดที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี 2012

ดารีอุซ โควัลก์ไซค์ นักกลยุทธ์ตลาดจากเครดิต อะกริโกล ซีไอบีประจำฮ่องกง ระบุว่า การตัดลดอัตราอ้างอิงหยวนของพีบีโอซีครั้งนี้นับเป็นนัยสำคัญ เนื่องจากเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะกับการที่ข้อมูลการค้าอ่อนแอ ซึ่งบ่งชี้ต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนจะผลักดันนโยบายมุ่งปรับลดค่าเงินหยวนเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายสำนัก ซึ่งเห็นตรงกันว่าสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่มีแนวโน้มว่าอาจจะสะดุดติดขัดกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่บีบให้ธนาคารกลางจีนเริ่มดำเนินมาตรการกระตุ้นที่เข้มข้นขึ้น โดยรวมถึงการแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลง เพื่อช่วยดึงรั้งให้เศรษฐกิจประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ขณะที่ สเตลลา ลี ประธานบริษัท ซัคเซส เวลท์ แมเนจเมนต์ ในฮ่องกง แสดงความเห็นชัดเจนว่า ค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ทำให้จีนตระหนักถึงผลร้ายที่มีต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกจีนมากเพียงใด

ด้าน หวังเตา นักเศรษฐศาสตร์ของยูบีเอส เอจี ในฮ่องกงที่ระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่าการส่งออกจีนจะฟื้นฟูแข็งแกร่งดีในปี 2014 โดยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและความต้องการบริโภคจากยุโรป ทว่า หากเงินหยวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศคู่ค้าหรือคู่แข่งหลัก การส่งออกของจีนย่อมไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เกณฑ์อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนเปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ 2.2% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. ปี 2008 ขณะที่ค่าเงินหยวนหลังการปรับลดอัตราอ้างอิงรายวันของพีบีโอซีอ่อนค่าลง 0.5% ต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการปรับลดลงในรอบวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน โดยเฉพาะบรรดานักค้าในภาคธนาคารจีนกลับเห็นแย้งว่า ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีนที่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยลดลงและค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงพร้อมกันในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นความสำเร็จของความพยายามของรัฐบาลจีนที่ต้องการจัดการกับบรรดานักเก็งกำไรทั้งหลายเป็นสำคัญทำให้การแทรงแซงค่าเงินหยวนเพื่อให้อ่อนค่าลงจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

กระนั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนทั้งหลาย ไล่เรียงตั้งแต่ยอดการค้า การส่งออกดัชนีราคาผู้บริโภค(ซีพีไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อ หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ตัวชี้วัดกิจกรรมความเคลื่อนไหวเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดและมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหวังกันไว้ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จีนจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าจนเป็นปัจจัยขัดขวางการฟื้นตัวเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5% แน่นอน

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว