posttoday
ปีศาจหลังพวงมาลัย

ปีศาจหลังพวงมาลัย

09 มีนาคม 2557

เมื่อเร็วๆ นี้คลิปวิดีโอเหตุการณ์บนท้องถนนคลิปหนึ่งได้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

เมื่อเร็วๆ นี้คลิปวิดีโอเหตุการณ์บนท้องถนนคลิปหนึ่งได้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์

คลิปที่ว่าคือภาพการไล่บี้กันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างรถพ่วง 18 ล้อ กับรถกระบะ บนถนนที่มีรถยนต์สัญจรไปมาคับคั่ง

เหตุการณ์ในคลิปเริ่มขึ้นในนาทีที่รถพ่วง 18 ล้อเหยียบคันเร่งไล่กวดรถกระบะคันหนึ่งด้วยความเร็วจนสามารถแซงไปได้ จากนั้นรถกระบะได้พยายามแซงกลับ แต่รถพ่วงได้ขับเบียดและส่ายไปมาไม่ยอมให้แซง จนสุดท้ายรถกระบะเจอเบียดเสียหลักตกลงไปข้างทาง

หลังคลิปถูกแชร์สนั่นบนโลกอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่กี่วันต่อมาก็ปรากฏข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับคนขับรถพ่วง 18 ล้อได้ โดยคนขับสารภาพถึงสาเหตุที่ขับเบียดรถกระบะจนตกข้างทางว่า ถูกรถกระบะขับปาดหน้าและขับขวาง จึงโมโหขับแซงขึ้นไปและเบียดไปมาจนรถกระบะตกถนน

ขณะที่เจ้าของรถขับตามถ่ายคลิปไว้ได้โพสต์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ในเฟซบุ๊กว่า รถพ่วงขับออกจากซอยมาและเปิดไฟเลี้ยวเพื่อจะเปลี่ยนเลนไปขวาสุดเพื่อกลับรถ แต่รถกระบะคู่กรณีที่วิ่งมาเลนกลางได้เปิดไฟสูงไม่ยอมให้รถพ่วงเปลี่ยนเลน ก่อนจะขับแซงและไปปาดหน้ารถพ่วง จากนั้นก็เริ่มเบียดกันไปมาตามเหตุการณ์ในคลิป

หนุ่มคนขับรถพ่วงกล่าวปิดท้ายระหว่างที่ตำรวจนำตัวมาแถลงข่าวว่า อยากฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนว่าไม่ควรใช้อารมณ์ในการขับรถ

คล้อยหลังจากคลิปรถพ่วงได้ไม่นาน ก็มีผู้นำคลิปนาทีเดือดบนท้องถนนอีกเหตุการณ์หนึ่งมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ คลิปดังกล่าวเป็นภาพของรถกระบะที่ขับไล่กวดรถแท็กซี่ ซึ่งระหว่างที่รถทั้งสองคันขับตีคู่กันนั้น คนขับรถกระบะได้ชักมีดยาวชูออกมานอกกระจกหมายจะฟันแท็กซี่ให้ได้ ภาพในคลิปเผยให้เห็นรถสองคันเบียดกันไปมาอยู่พักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไป

ใช่หรือไม่ว่าเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย ใครบางคนก็กลายเป็นปิศาจไปโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

บริษัทประกันภัย มอร์ แดน ในอังกฤษ ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,183 ราย พบว่าผู้ขับขี่ 1 ใน 12 รายยอมรับว่าขับรถชนหลังมีปากเสียงกับคนรัก ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 30% ยอมรับว่าเมื่อเกิดอารมณ์โกรธจะมีพฤติกรรมขับรถก้าวร้าวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเร็ว ขับรถปาดหน้าคันอื่น และขับรถเสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็น

36% ระบุว่าความโกรธทำให้มีสมาธิกับการจราจรน้อยลง ผลจากการวิจัยคาดว่าอารมณ์และความโกรธของผู้ขับขี่บนท้องถนนส่งผลต่อผู้ขับขี่กว่า 9 ล้านคน และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในอังกฤษถึง 2.3 ล้านราย

นักจิตวิทยาระบุว่า เมื่อเกิดมีปากเสียงกับผู้อื่นหรือเกิดอารมณ์โกรธระหว่างขับรถ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเหยียบคันเร่งให้รถวิ่งเร็วขึ้น ฉะนั้นเมื่อเกิดอารมณ์โกรธควรหยุดใช้เวลาสงบสติอารมณ์ให้กลับเป็นปกติอย่างน้อย 5 นาทีก่อนที่จะขับรถต่อไป

ขณะที่ในประเทศไทยแม้ยังไม่มีการทำการสำรวจในทำนองนี้ แต่นักจิตวิทยาบ้านเราก็ยืนยันว่าปัจจุบันคนที่อยู่บนท้องถนนมีความเครียดสะสมและนำไปสู่การเกิดอารมณ์โมโหได้ง่าย และจำนวนไม่น้อยก็ถึงขั้นขาดสติทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บถึงชีวิตเข้าโดยไม่รู้ตัว

จิตแพทย์วิเคราะห์ว่า ผู้ที่มีความเป็นระเบียบสูงหรือชอบจัดการทุกอย่างให้อยู่ในระบบระเบียบ มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย เพราะเหตุการณ์บนท้องถนนเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น บังคับให้การจราจรไม่ติดขัดไม่ได้ บังคับให้รถคันหน้าเปิดไฟเลี้ยวเมื่อต้องการเลี้ยวไม่ได้ บังคับให้รถคันอื่นไม่ขับเบียดหรือแทรกเข้ามาในเลนไม่ได้ จึงทำให้มีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้น บางคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจถึงกับมีเรื่องมีราวกับคู่กรณีได้

บางครั้งการนั่งหลังพวงมาลัยในรถยนต์ก็ทำให้ใครหลายคนเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนปกติที่ดูใจเย็นสุภาพเรียบร้อย กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ท้าตีท้าต่อยกับผู้คนบนท้องถนนอย่างน่าตกใจ

ใช่หรือไม่ว่า ในรถยนต์ที่มีสภาพเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ปิดกั้นตัวเราจากสิ่งแวดล้อมภายนอกนั้น ทำให้เรากลายร่างเป็นปีศาจทั้งที่รู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเข้ามานั่งในรถ เรามักคิดว่าในรถเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจ จะขับเร็ว จะเบียดแทรกเลนอื่น จะหยุด จะจอด จนลืมไปว่ารถยนต์ของเรานั้นกำลังอยู่บนถนนสาธารณะที่มีผู้คนอีกมากใช้สัญจรอยู่ด้วย

และเมื่อเกิดการประจันหน้ากันขึ้น เราก็มักคิดว่าเราถูกเสมอ หรือไม่ก็จะไม่ยอมเสมอ เพราะคิดว่าพื้นถนนข้างหน้าเป็นสิทธิของเรา เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา สุดท้ายหากไม่สามารถยอมกันได้ ก็อาจกลายเป็นเรื่องบานปลายที่ทำให้เสียเวลา ทรัพย์สินเสียหาย หรือแม้แต่เสียอนาคต

ทุกครั้งที่นั่งหลังพวงมาลัยหรือขับขี่ยานพาหนะใดก็ตามออกมาสู่ท้องถนน เราอาจต้องคอยตรวจสอบตัวเองให้ดีว่าเราได้ถูกปีศาจเข้าครอบงำหรือไม่

หากเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์จนอยาก “เอาคืน” รถคันอื่นที่มาทำบางสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราเริ่มถูกปิศาจเข้าครอบงำเข้าแล้ว

อย่าลืมว่าบนท้องถนนสาธารณะที่มีผู้คนอันมีที่มาหลากหลาย มาใช้ร่วมกันนั้น ย่อมเป็นการยากที่คนอื่นจะทำในสิ่งที่ได้ดั่งใจเรา

เมื่อรู้สึกคุกรุ่นในอารมณ์ขณะขับรถ ลองมองกระจกหลังให้ชัดๆ ว่าคุณเห็นดวงตาตัวเองหรือดวงตาของปีศาจ!

ข่าวล่าสุด

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI