
หมดยุคหวังพึ่งจีนมังกรลุยปฏิรูป ไม่เน้นโต
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าหนทางเดินของเศรษฐกิจจีนจากนี้ไป จะมุ่งสู่การลุยปฏิรูปอย่างเต็มตัว หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “หลี่เค่อเฉียง”
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าหนทางเดินของเศรษฐกิจจีนจากนี้ไป จะมุ่งสู่การลุยปฏิรูปอย่างเต็มตัว หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “หลี่เค่อเฉียง” ประกาศลั่นในระหว่างการประชุมสภาประชาชนจีนประจำปี 2014 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปว่า จะหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตแบบยั่งยืน พร้อมกับตั้งเป้าการขยายตัวของจีดีพีในปี 2014 นี้ ไว้ที่ 7.5% ซึ่งเทียบเท่ากับเป้าจีดีพีที่ตั้งไว้ในปีที่แล้ว
ถ้อยแถลงของผู้นำหมายเลข 2 ของจีน ยังได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง หลังจากที่ โหล่จี้เหว่ย รัฐมนตรีคลังแดนมังกร ออกมาย้ำชัดว่า เป้าการเติบโตจีดีพีจีนในปีนี้ อาจไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายที่ 7.5% ก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลสามารถยอมรับกับตัวเลขจีดีพีที่ต่ำกว่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น 7.2 % หรือ 7.3% เนื่องจากสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” แต่อยู่ที่ “การสร้างการจ้างงาน” ที่จะเกิดขึ้นในประเทศมากกว่า
ถ้อยแถลงขุนคลังแดนมังกรสะท้อนออกมาชัดเจนแล้วว่า จีนกำลังให้ความสำคัญกับการเดินหน้าวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมให้ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าที่กำหนดไว้ได้ เพื่อแลกกับการบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปที่ตั้งไว้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
จึงคาดหมายว่าต่อแต่นี้ไป การเติบโตของเศรษฐกิจแดนมังกร คงจะไม่ร้อนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่จะกลายเป็นการเติบโตที่น้อยลง โดยมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น
เนื่องจาก ผู้นำจีนตระหนักแล้วว่า โมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในรูปแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก โดยอาศัยข้อได้เปรียบในด้านค่าแรงต่ำ ต้นทุนถูก และไม่ต้องแคร์สิ่งแวดล้อมมาก ตลอดจนถึงการพึ่งพิงการลงทุนขนานใหญ่เพื่อขับเคลื่อนกงล้อเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้า ไม่ใช่แนวทางการสร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
มิหนำซ้ำยังก่อให้เกิดปัญหาและผลข้างเคียงตามมาอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่สูงมาก ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเอกชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการนำไปสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในที่บิดเบี้ยว
เพราะแม้ว่าจีนจะสามารถสร้างรายได้จากภาคการส่งออกอย่างมหาศาล แต่ฐานการบริโภคจากประชาชนในประเทศกลับตกอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างหนัก โดยคิดเป็นสัดส่วนแค่ประมาณ 30% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 5070% ของจีดีพี
ดังนั้น การก้าวขึ้นมาของผู้นำรุ่นที่ 5 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จึงมุ่งมั่นที่จะเร่งปฏิรูปเพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายให้จีนก้าวไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงอยู่บนอุตสาหกรรมภาคบริการและเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงเป็นสังคมที่สะอาดปราศจากมลพิษเลวร้าย
จึงไม่แปลกที่ในระหว่างการกล่าวในที่ประชุมสภาประชาชนจีนล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “หลี่เค่อเฉียง” จึงมุ่งกล่าวถึงการปฏิรูปและการหันมาเพิ่มรายได้ให้กับคนงานและประชาชน ทั้งการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้คนมีอยู่มีกินมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การกระตุ้นการบริโภคในตลาดให้สูงขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีของจีนก็ประกาศในการประชุมอย่างชัดเจนว่าจะเปิดทางให้ “กลไกลตลาด” เข้ามามีบทบาทต่อการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในกิจการที่รัฐวิสาหกิจครอบงำอยู่มากขึ้น ทั้งธนาคาร พลังงาน ระบบราง และโทรคมนาคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เพื่อให้สังคมจีนสะอาดปราศจาก มลพิษ หรือทำให้มีน้อยที่สุด หลี่เค่อเฉียง จึงประกาศกร้าวที่จะทำสงครามกับ “มลภาวะ” เลยทีเดียว ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานและเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมในโรงงานต่างๆ ในประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำจีนจะมีความหวังที่จะเปลี่ยนโฉมการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในไปสู่การพึ่งพาการบริโภคภายใน และให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่กว่าที่จีนจะแปลงโฉมไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำได้เพียงแค่ในช่วงเวลาข้ามคืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในแดนมังกรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปัจจุบันรายได้ต่อหัวของชาวจีนยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ทั่วโลก
โดยข้อมูลของธนาคารโลกในปี 2012 ระบุว่า รายได้ต่อหัวของจีนอยู่ที่ 9,210 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า กลับมีรายได้ต่อหัวต่อปีถึง 36,320 เหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ 30,890 เหรียญสหรัฐ
ดังนั้น การจะเปลี่ยนให้ “จีน” กลายเป็นประเทศที่สามารถพึ่งพิงการบริโภคจากตลาดภายในได้เอง จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้ และคาดว่าการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเข้าสู่โหมดการปฏิรูปใหญ่ คงจะทำให้เศรษฐกิจแดนมังกรต้องชะลอความร้อนแรงลงอย่างแน่นอน
ยืนยันจากรายงานของธนาคารโลกและศูนย์วิจัยและการพัฒนาของรัฐบาลจีน คาดการณ์ว่าจีดีพีจีนในช่วงปี 20112015 จะขยายตัวเฉลี่ยต่อปีลงมาเหลือที่ 8.6% ส่วนในปี 20262030 จะลงไปเหลือแค่ 5% เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทิศทางการชะลอตัวของพญามังกรในฐานะที่เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ จะต้องส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของระบบเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคาดว่าผลกระทบจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปเรื่อยๆ
เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของหลายชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังจีน ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ บราซิล ชิลี ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ เวียดนาม จะต้องได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนักแน่นอน
อีกทั้งเมื่อจีนยิ่งหันมาลดกำลังการผลิตสินค้าและภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินต่างๆ ลงตามแนวทางนโยบายการลดการพึ่งพาการลงทุน เพื่อหันมาให้ความสำคัญกับภาคบริการ ก็ทำให้การนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์และเครื่องจักร จากต่างชาติลดน้อยลงไปด้วย
ดังนั้น การหวังจะพึ่งพาการขยายตัวของเศรษฐกิจ “จีน” ในอนาคตต่อจากนี้ไป จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดนักสำหรับประเทศเหล่านี้
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการชะลอตัวของจีนจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะในอีกมุมหนึ่งก็กลับกลายเป็นคุณประโยชน์ให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะปริมาณนักลงทุนที่เริ่มหนีออกมาจากจีน และหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น
เนื่องจากการชะลอตัวของจีน กอปรกับค่าแรงในจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันความน่าสนใจของจีนในการเป็นฐานการผลิตสินค้าราคาถูกให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าสนใจอีกต่อไป และปัจจุบันหลายบริษัทที่เคยเข้าไปใช้จีนเป็นฐานการลงทุนหลัก ก็เริ่มย้ายหนีออกจากจีนกันหลายรายแล้ว โดยส่วนใหญ่ต่างมุ่งไปใน “อาเซียน” เนื่องจากมีต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า ขณะที่ทรัพยากรต่างๆก็ยังอุดมสมบูรณ์อยู่
ยืนยันได้จากรายงานของธนาคารอเมริกัน เมอร์ริล ลินช์ ที่เผยว่าในปีที่แล้วยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ของจีนลดลงถึง 3% เมื่อเทียบกับปี 2012 ไปอยู่ที่ 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
สวนทางกับกลุ่มอาเซียน 5 ชาติ เช่น อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ พุ่งขึ้นแซงหน้าจีน โดยยอดเอฟดีไอที่หลั่งไหลเข้าสู่ 5 ประเทศเหล่านี้ เพิ่มขึ้นถึง 7% ไปอยู่ที่ 1.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนแซงหน้าจีนเป็นคำรบที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้ในปี 1997 และ 2007 อาเซียนเคยแซงหน้าพญามังกรมาแล้ว
จึงนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้ทั่วโลกรู้ว่าจากนี้ไปทุกฝ่ายต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตามทิศทางลมจากแดนมังกรที่กำลังเปลี่ยนไป
เพราะผู้ที่รู้จักปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์คือผู้ที่จะสามารถอยู่รอดได้







