posttoday
ส่งออกน้ำมันไทย เลวร้ายจริงหรือ?

ส่งออกน้ำมันไทย เลวร้ายจริงหรือ?

05 มีนาคม 2557

หนึ่งในประเด็นโต้แย้งเรื่องพลังงาน คือ ทำไมต้องส่งออกน้ำมัน? ทำไมส่งออกในราคาถูกกว่าที่คนไทยจ่าย?

หนึ่งในประเด็นโต้แย้งเรื่องพลังงาน คือ ทำไมต้องส่งออกน้ำมัน? ทำไมส่งออกในราคาถูกกว่าที่คนไทยจ่าย?

ก่อนอื่นขอนิยามน้ำมันดิบ (Crude Oil) เป็นวัตถุดิบที่ได้จากใต้พิภพ น้ำมันใส (Products) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบในปิโตรเคมี

“ปิโตรเคมี” เป็นกระแสเร้าอารมณ์อีกตัว ผู้เขียนไม่มีคำตอบตรงนี้ แต่ขอเตือนว่าเป็นกิจกรรมที่ใหญ่ มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างมาก เราควรใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเผาเป็นเชื้อเพลิงเสมอไป จะปฏิรูปอย่างไรควรศึกษาให้รอบคอบก่อน

ปัจจุบันมีการส่งออกทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันใส

แม้เราผลิตน้ำมันดิบได้เอง 150 kbd (เท่ากับพันบาร์เรลต่อวัน) ในปี 2556 แต่การใช้น้ำมันของเราสูงกว่ามาก ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 868 kbd (50,374 ล้านลิตร) เพื่อมากลั่นเป็นน้ำมันใสที่มีการส่งน้ำมันดิบออกบ้าง (26 kbd ปี 2556) เพราะน้ำมันดิบจากอ่าวไทยมักมีปรอทปน โรงกลั่นไทยในอดีตไม่มีกระบวนการจัดการสารพิษนี้ จึงต้องส่งออกไปยังโรงที่จัดการได้ เช่นในสหรัฐซึ่งเคยเป็นข่าวขาน ช่วงหลังโรงกลั่นไทยเริ่มสร้างหน่วยจัดการปรอทแล้ว จึงส่งออกน้อยลง

ปัจจุบันยังมีการส่งออกบ้างเล็กน้อย ผู้ผลิตต้องให้สิทธิ ปตท.ซื้อเป็นรายแรก แต่ในการประมูลหากราคา ปตท..ต่ำกว่าที่อื่น เขาก็สามารถขายส่งออกให้เจ้าอื่นได้ (บางกรณีอาจไม่มีปรอท)

ที่ ปตท.ไม่ซื้อไว้ อาจเป็นเพราะโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันดิบในจำนวนมากๆ ได้ถูกกว่า และตรงกับความต้องการของกระบวนการผลิตมากกว่า หรือบางทีระดับปรอทที่ผ่านหน่วยจัดการในช่วงนั้นอาจเต็มพิกัดแล้ว ทั้งนี้น่าจะดีกับเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตขายในราคาแพงที่สุด ได้เงินตราต่างประเทศมาชดเชยกับส่วนที่ต้องนำเข้า

การนำเข้าส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันเกิดขึ้นทั่วไป ตราบใดที่มีความต้องการผู้บริโภครองรับ ตัวอย่างเช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า หรือแม้แต่ข้าว เราก็มีทั้งนำเข้าและส่งออก

การส่งออกน้ำมันใสในบางช่วงที่มีโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุง โรงอื่นจะกลั่นเต็มที่เพื่อให้ได้ดีเซลรองรับการใช้ที่สูง แต่จะพลอยได้อย่างอื่น เช่น เบนซิน หรือแนพธา ซึ่งเหลือใช้ก็ต้องส่งออก แต่โดยรวมการส่งออกน้ำมันใสเป็นการใช้ทรัพยากรที่ลงทุนไปแล้วให้คุ้มค่า

ปัจจุบันเรามีโรงกลั่น 6 โรง ในปี 2556 มีกำลังกลั่น 1,102 kbd ใช้จริง 1,078 kbd ซึ่งเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ ที่บางส่วนรองรับด้วยการนำเข้า (75 kbd)มีการส่งออก 205 kbd มูลค่า 265,215 ล้านบาท

ตราบที่ผลผลิตขายได้โดยยังมีกำไร เขาก็ผลิต ขายในประเทศไม่ได้ก็หาตลาดส่งออก เพราะลงทุนไปแล้วหากผลิตไม่เต็มที่ นอกจากเสียโอกาสแล้ว ยังทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น กดดันราคาต่อผู้บริโภคให้สูงขึ้น

การนำเข้าน้ำมันเพื่อกลั่นแล้วส่งออกไปขายต่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย รักษาการจ้างงาน เพิ่มกำไรให้ธุรกิจซึ่งทำให้รัฐเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มมากขึ้น

ประเด็นที่ร้อนยิ่งกว่าปริมาณส่งออก คือ ราคา มีการแชร์ภาพที่มีข้อความ “ขายให้ควายลิตรละ 40 บาท ขายให้ต่างประเทศลิตรละ 23 บาท” ความจริงคือ

ตามราคาเบนซิน 95 ในประเทศที่ 48.1 บาท/ลิตรจะมีภาษีอยู่ 10.8 กองทุน 10.3 แต่ราคาส่งออกไม่มีสิ่งเหล่านี้ มีแต่ค่าเนื้อน้ำมัน 25.7 ซึ่งเป็นราคาตลาดที่ใกล้เคียงกันในภูมิภาคหรือในโลกก็ว่าได้ (มิฉะนั้นพ่อค้าจะซื้อจากที่ถูกขนไปขายที่แพง) อาจมีการลดราคาบ้างเพื่อให้แข่งขันในตลาดภูมิภาคได้

ผู้บริโภคของประเทศที่นำเข้าจากไทยไม่ได้จ่ายแค่ 25.7 แน่นอน แต่จะสูงแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศนั้นๆ จากเว็บไซต์ mytravelcost.com สัปดาห์ที่แล้ว เบนซิน 95 ของไทยราคา 48.1 บาท/ลิตร เทียบกับเขมร 48.2 และลาว 53.1

ประเทศที่มีสำรองปิโตรเลียมสูงมาก อาจมีการอุดหนุนให้ราคาน้ำมันต่ำ อาทิ มาเลเซีย 28.4 อินโดนีเซีย 30.4 แต่ประเทศอย่างนอร์เวย์ซึ่งก็เป็นผู้ส่งออกสุทธิที่มีสำรองสูงกว่ามาเลเซีย กลับตั้งราคาน้ำมันไว้สูงถึง 93.7 บาท/ลิตร เพื่อให้คนใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วเก็บเงินเป็นกองทุนไว้เพื่อใช้ในอนาคตเวลาปิโตรเลียมหมด

ต้องไม่ลืม : ไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิที่ปริมาณสำรองต่ำกว่าประเทศเหล่านี้มากๆ

อนึ่ง มาเลเซียมีแนวโน้มจะลดการสนับสนุนราคา(งปม. 6.4 แสนล้านบาท/ปี ข้อมูล Bloomberg) เพราะรัฐเริ่มเห็นว่าเอาเงินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นคุ้มค่ากว่า แต่ขึ้นอยู่กับนักการเมืองว่าจะกล้าฝืนประชานิยมแค่ไหน ในกรณีของอินโดนีเซีย (งปม. 1.9 ล้านล้านบาท/ปี) มีนโยบายจะเลิกการสนับสนุนเมื่อประเทศกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ซึ่งคงจำเป็น เพราะปัจจุบันแหล่งสำรองลดลงจนไม่ได้อยู่ใน OPEC แล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองข้อมูลที่ต่างจากกระแส แต่การปฏิรูปต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และมีการพิจารณาที่รอบด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน

ปฏิรูปพลังงานมีหลายแง่มุม ซึ่งผู้เขียนเองเคยนำเสนอไปก่อนนี้แล้ว ในส่วนของการปฏิรูป ปตท. “สลายขุมทรัพย์ สลายคอร์รัปชั่น” หนึ่งในนั้นเป็นการปรับโครงสร้างที่น่าจะทำให้ราคา ณ โรงกลั่นลดลงบ้าง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน