posttoday
ปฏิรูปการเมือง : อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ปฏิรูปการเมือง : อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

12 พฤษภาคม 2553

...วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

ผู้เขียนได้รวบรวมความคิดทางการเมืองในช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 จนถึงวิกฤตการเมืองปัจจุบัน ไม่เพียงเลข 5 กับเลข 3 มันกลับกัน ผมว่าปัญหาการเมืองไทยยังอยู่ในวงจรอุบาทว์ (รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญใหม่เลือกตั้งวิกฤตการเมือง แล้วก็กลับมารัฐประหารอีก) แต่ก็พบว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา การเมืองภาคพลเมืองมีบทบาทอย่างมากที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บทบาทของภาคพลเมืองที่เรียกว่า พลังมวลชน หรือม็อบ

สะท้อนถึงคุณภาพทางการเมืองของผู้เข้าร่วมประชุมว่าเป็นแบบไหน นิยมความรุนแรง หรือไร้อุดมการณ์ หรือเคร่งครัดในวิถีการต่อสู้แบบอหิงสา “ไม่ดัดจริต” หรือเป็นม็อบจัดตั้งมีค่าแรงในการชุมนุม ฯลฯ การเมืองภาคพลเมืองนี้เอง ที่ทำให้เกิดสถานะ “ถ่วงดุลอำนาจ” ระหว่างกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมกับรัฐบาล ระบบการเมืองไทยที่เดิมให้ความสำคัญ “ระบบรัฐสภา” ดูด้อยคุณค่าลงทันที

การเมืองนอกสภาจึงมีอานุภาพอย่างมาก เริ่มเกิดคำถามด้วยความกังวลของหลายๆ ฝ่ายว่า “ดุลยภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร” จะเกิดวิกฤตการณ์อย่างนี้เสมอไปในระบบการเมืองไทย เมื่อฝ่ายใดขึ้นเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายก็ออกมาปิดถนนชุมนุมเรียกร้องแบบนี้และเจรจาต่อรอง จนสุดท้ายเกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลไร้เสถียรภาพและประเทศชาติไม่ไปไหน

ทุกครั้งที่มีวิกฤตการเมือง พวกเราก็หาออกไปที่ “การปฏิรูปการเมือง” หากจำกันได้ ตั้งแต่พฤษภาทมิฬถึงปัจจุบันมีการจัดทำครั้งใหญ่มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งแอบอิงกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ 40 และฉบับ 50 นั่นเอง นอกจากนี้ ในรัฐบาลทุกสมัยมักมีนโยบายที่ชัดเจน แต่ขาดการดำเนินการที่เอาจริงเอาจัง ทำไม่เต็มที่ จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่สมบูรณ์

ผลงานที่ผ่านมา การปฏิรูปทางการเมืองมีความพยายามในเรื่องของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง ลดอำนาจผูกขาดจากส่วนกลาง กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สร้างหลักธรรมาภิบาล สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ฯลฯ หากแต่ภาพลักษณ์โดยรวมที่น่าสังเกต คือ การใช้อำนาจรัฐที่ถูกตรวจสอบถ่วงดุลจากการเมืองพลเมืองมากขึ้น จนเกิดคำถามว่า “มันมากเกินไปหรือไม่” หรือกลายเป็น “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนไร้ระเบียบวินัยจนทำให้การใช้อำนาจรัฐที่เกิดกระแสสองมาตรฐาน กลุ่มผู้ชุมนุมที่อ้างว่าเป็นภาคพลเมือง หรือภาคประชาชนมีกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครอง หากแต่พฤติกรรมกลุ่มผู้ชุมนุมมิได้เป็นไปตามอุดมการณ์ สันติ อหิงสาที่แท้จริง

ดังนั้น ความหมายของการปฏิรูปการเมือง จึงน่าจะเจาะลึกลงไปในคำว่า “ความเหมาะสมของพลเมืองที่จะชุมนุม” มิใช่เพียงแค่กรณีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบการชุมนุมเท่านั้น ที่ขาดการวิเคราะห์พื้นฐานสังคมวิทยาของไทยว่าด้วยการชุมนุม ปัญหาการเลือกตั้งที่มีการซื้อขายเสียง ก็เป็นปัญหาเรื้อรังของพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สมควรปฏิรูปเป็นเรื่องหลัก

ในขณะนี้รัฐบาลมีท่าทีในการปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้วิกฤตการเมือง แต่ยังไม่ชัดเจนเท่าใดนัก Road Map 5 ข้อของนายกรัฐมนตรี อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปการเมืองที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในระยะ 56 เดือน ก่อนการเลือกตั้งที่นายกฯ ประกาศไว้ สิ่งที่ควรคำนึงถึง ได้แก่

1.การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างถูกต้องและเท่าเทียมกัน 2.การเรียนรู้ร่วมกันของจุดดีจุดด้อยของระบบการเมืองไทย เพื่อการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 3.การปรับปรุงโครงสร้างที่มาของนักการเมือง โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจรัฐที่บริสุทธิ์ ใช้อำนาจรัฐบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม

4.กระบวนการปฏิรูปการเมืองต้องทำจากล่างขึ้นบนและบนลงล่างคู่ขนานกัน ต้องพิถีพิถัน ใช้เวลา ไม่สุกเอาเผากิน ประชาชนควรเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนให้นักการเมืองเป็นผู้จัดทำ

5.การติดตามประเมินผลต้องทำอย่างจริงจัง เท่าที่ผ่านมาจุดอ่อนประการสำคัญคือ ไม่ทราบว่าผลการพัฒนาหรือปรับปรุง “การปฏิรูปการเมือง” เป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือเลวลง ต้องทำเป็นระบบ เครื่องมือสำคัญที่ควรนำมาทดสอบ และสร้างความคุ้นเคย ใช้การแก้ปัญหาทางการเมืองแบบสันติ คือ การออกเสียงประชามติที่เน้นการใช้หลักเสียงข้างมาก เน้นการตัดสินใจของประชาชนที่มีเหตุผล

นอกจากนี้ คงมีอีกหลายประเด็น ดังนั้นทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน ถึงแม้แต่ละฝ่ายจะยังคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ ก็ต้องเสียสละเพื่อบ้านเมืองให้เดินต่อไปได้ ในขณะที่หน่วยงานที่ทำ Road Map การปฏิรูปไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ ได้แก่ สภาพัฒนาการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ดีหากนำแผนพัฒนาการเมืองออกใช้อย่างตั้งใจจริง

นับว่าวันนี้พวกเราโชคดีที่มีทั้ง Road Map ของนายกรัฐมนตรี และพิมพ์เขียวปฏิรูปการเมืองจากหลายๆ สำนัก หลากหลายวิธีการ การปฏิรูปไม่ใช่การปฏิวัติ และคงไม่ใช่เพราะเราอยากปฏิรูปการเมือง จึงทำให้การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น บทเรียนอย่างหนึ่งที่เราหลอกตัวเองอยู่เสมอก็คือ “มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เท่ากับว่ามีการปฏิรูปการเมืองแล้ว” เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ความจริงรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการเมืองในฐานะกฎหมายสูงสุดเท่านั้น

การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นเรื่องน่าท้าทายว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไร คำถามที่น่าสนใจว่าปฏิรูปการเมืองเป็นคำตอบสุดท้ายแล้วหรือยัง คำตอบที่ยังคงหนักแน่นเสมอคือ เราได้ร่างพิมพ์เขียว หรือ Road Map แต่เราทำไม่ได้เพราะพฤติกรรมทางการเมืองของพวกเราไม่เปลี่ยน ยังคงหมกมุ่นอยู่ในวงจรอุบาทว์... ใช่หรือไม่

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน