
แบงก์ชาติเอเซียปรับทัพ รับปัญหากรีซลามโลก
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่น่าจับตาที่สุดในยามนี้ ในฐานะหัวหอกการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ก็ใช่ว่าเอเชียจะผยองจนทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเรื่องวิกฤตการณ์หนี้ยุโรป เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ ปัญหาของประเทศหนึ่งสามารถลุกลามเป็นปัญหาระดับโลกได้ง่ายๆ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น
อีกทั้งมาตรการสะท้านโลก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่สหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระดมโอบอุ้มกรีซกันไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็มีหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาระยะหนึ่งเท่านั้น และไม่แน่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาของกรีซเอง หรือป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามไปยังสเปน โปรตุเกส หรืออิตาลีได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์จะจับตามองและเชื่อกันว่าบรรดาธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย จะหันมาทบทวนนโยบายการเงินกันครั้งใหม่ เพื่อวางเกราะที่รัดกุมขึ้นจากวิกฤตหนี้กรีซและยุโรป
จากที่แบงก์ชาติหลายแห่งส่งสัญญาณว่า จะเริ่มปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติในปี 2010 โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับนั้น ก็อาจต้องเลื่อนออกไปเป็นช่วงปลายปีนี้ หรือขยายออกไปเป็นปีหน้าแทน
“
บรรดาแบงก์ชาติที่ยังไม่ได้เริ่มการปรับวัฏจักรทางการเงิน คงยังไม่คิดที่จะตรึงนโยบายการเงินในอนาคตอันใกล้นี้ หรือในปีนี้” เกลน แมคไกวร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของธนาคารโซซิเอเต เจเนราล ประจำฮ่องกง กล่าวกับรอยเตอร์สแมคไกวร์ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจในยุโรปจะส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียตั้งการ์ดดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษในการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้วางไว้หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2007 ที่ทำให้เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจรายใหญ่ต้องปิดฉากลง
เพราะแม้ว่าภูมิภาคเอเชียที่นำโดยมังกรจีน จะมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สดใสกว่าใครเพื่อน รวมถึงการลงทุน และตลาดทุนที่มีทิศทางที่ดี ทว่าการเติบโตของเอเชียก็ยังคงอยู่ภายใต้พื้นฐานขับเคลื่อนจากการส่งออกเป็นหลัก
แม้การส่งออกของจีนไปยังกรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน จะมีสัดส่วนเพียง 3.5% ของการส่งออกทั้งหมด ทว่าหากคิดเป็นการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปโดยรวมนั้น จะเป็นสัดส่วนถึง 20% ขณะที่นิวซีแลนด์ส่งออกไปยังอียู 13% และเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นส่งออกไปอียูเท่ากัน 12%
วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะใน 5 ประเทศดังกล่าว รวมถึงปัญหางบประมาณขาดดุลในหลายประเทศ จากผลพวงการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จะส่งผลให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตัดลดงบประมาณรายจ่ายมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“
แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะวิตก ทว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ปัญหาหนี้ของกรีซลุกลามขยายวงไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป จนส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปในภาพรวม และเราต่างก็ทราบกันดีว่าแม้เอเชียจะมีพื้นฐานที่ดี ทว่าเศรษฐกิจเอเชียก็ยังผูกติดอยู่กับยุโรปและสหรัฐอยู่มาก” ร็อบ ซับบารามาน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากธนาคารโนมูระในฮ่องกง กล่าวกับรอยเตอร์สยิ่งไปกว่านั้น รายงานจากไอเอ็มเอฟเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าภูมิภาคเอเชียพึ่งพากิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ เขตเศรษฐกิจทุกประเทศยกเว้นญี่ปุ่น มีมูลค่าของสินค้าและบริการนำเข้าจากภายนอกเพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออกสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี)
ธนาคารกลางเอเชียที่จะเผชิญบททดสอบเป็นรายแรกนั้น คือธนาคารกลางมาเลเซีย ซึ่งจะมีการทบทวนนโยบายการเงินในวันที่ 13 พ.ค.นี้ หลังจากที่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขยับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นหลายฝ่ายคาดว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปภายในเดือนนี้
ทว่าผลพวงจากปัญหาหนี้ยุโรป เริ่มทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งมองว่าโอกาสที่ธนาคารเนการา มาเลเซีย หรือแบงก์ชาติจะตรึงนโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 นั้น เริ่มเลือนรางลงทุกที
ส่วนทิศทางที่ธนาคารกลางของจีนจะขยับขึ้นดอกเบี้ยนั้น ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เช่นกันในขณะนี้ รวมถึงความคาดหวังของการปรับขึ้นค่าเงินหยวนที่คาดว่าจะต้องถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน หลังจากตัวเลขการค้าเดือน เม.ย. น่าผิดหวัง แม้จะกลับมาเกินดุลได้จากที่ขาดดุลเมื่อเดือน มี.ค. ทว่าก็เป็นตัวเลขการค้าเกินดุลที่น้อยลงถึง 87% เมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ ก็อาจต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ออกไป และยอมฝืนทนภาวะเงินเฟ้อไปซักระยะ เพื่อไม่ให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากนัก เช่นเดียวกับธนาคารกลางเกาหลีใต้ ที่คาดว่าจะชะลอการทบทวนนโยบายในปีนี้ออกไปก่อน
นอกจากจะทบทวนการถอนมาตรการกระตุ้นออกไปแล้ว ในขณะเดียวกัน เอเชียก็ยังต้องเตรียมรับมือกับกระแสเงินร้อนๆ ที่จะหลั่งไหลมาจากยุโรปและสหรัฐมากขึ้นด้วย หลังจากที่ความเชื่อมั่นในยุโรปเริ่มสั่นคลอนลง ส่งผลให้การเก็งกำไรสินทรัพย์ในฝั่งเอเชียเตรียมกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ตลาดเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์
การบอกว่าปัญหากรีซเป็นเรื่องไกลตัว จึงฟังไม่ขึ้นแต่อย่างใด







