
กองทัพฟ้องแยกประเทศแกนนำแดงโบ้ยสื่อบิดเบือน
กองทัพบกเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง กรณีแนวคิดแยกประเทศ รวมถึงกรณีที่มีการพูดและติดป้ายผ้า เพื่อแสดงออกถึงการแบ่งแยกประเทศ
กองทัพบกเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง กรณีแนวคิดแยกประเทศ รวมถึงกรณีที่มีการพูดและติดป้ายผ้า เพื่อแสดงออกถึงการแบ่งแยกประเทศ
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า มีการดำเนินคดีใน 4 คดี ได้แก่ 1.การติดป้ายข้อความแบ่งแยกประเทศที่ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาเชียงราย 2.ติดป้ายแยกประเทศบริเวณสะพานลอยหน้าตลาดปากก่อกำ ต.ปากก่อดำ อ.แม่ลำ จ.เชียงราย 3.ติดป้ายแยกประเทศบริเวณสะพานลอยดอนจั่น ถนนเชียงใหม่ลำปาง ต.ท่าศาลา จ.เชียงใหม่ และ 4.ติดป้ายแยกประเทศ บริเวณสะพานลอยหน้า รร.บ้านร่องห้า ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา
ด้านกองทัพภาคที่ 3 โดย มณฑลทหารบกที่ 33(มทบ.33) ได้ส่งตัวแทนแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิงและ สภ.เมืองเชียงใหม่ดำเนินคดี เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ในความผิดฐานเป็นกบฏ ขณะที่ จังหวัดทหารบก(ผบ.จทบ.) พะเยา ก็ส่งตัวแทนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ซึ่งทั้งสองจังหวัดพบป้ายข้อความแยกประเทศ
โดยข้อหาที่กองทัพแจ้งความคือความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 113 ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และมาตรา 114 สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ระวางโทษจำคุก 3 ถึง 15 ปี
แต่ความเห็นของตำรวจนั้น พล.ต.ต.ปิยะ อ้างถึงรายงานของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) ว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีตาม ป.อาญา มาตรา 116 ข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
จะเห็นได้ว่าความผิดซึ่งตัวแทนกองทัพกล่าวหานั้น มีอัตราโทษสูงกว่าข้อหาตามแนวทางการดำเนินคดีของตำรวจ
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก (นขต.) ว่าฝ่ายกฎหมายของกองทัพบกได้พิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดอาญา กองทัพบกไม่เข้าข้างใคร กรณีของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กองทัพบกไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ดำเนินการอยู่แล้วกว่า 100 คดี แต่การเคลื่อนไหวของ สปป.ล้านนา ยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการ ทั้งที่เข้าข่ายความผิดร้ายแรง มีหลักฐานอยู่ในระดับหนึ่ง
ด้าน เพชรวรรตเปิดแถลงข่าวตอบโต้กรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้เป็นผู้ติดป้าย หรือสั่งการแต่อย่างใด ส่วนการให้ข่าวกับสื่อมวลชนเรื่องแนวคิดแยกประเทศนั้นมีการตัดต่อข่าวจนทำให้อ่านแล้วเหมือนกับสนับสนุนให้มีการแย่งแยก รวมทั้งไม่รู้จักกลุ่ม สปป.ล้านนาแต่อย่างใด
พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า ป้ายไวนิลข้อความแยกประเทศมีข้อความเขียนว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” คำว่า “กู” แสดงว่าเป็นบุคคลคนเดียว ลักษณะระบายความอัดอั้นคับแค้นใจไม่เข้าข่ายความผิดตามกฏหมาย แต่หากเขียนคำว่า “พวกเรา” ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายทันที
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร สส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา หรือ สปป.ล้านนา เป็นกลุ่มนักวิชาการไม่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงพะเยาแต่อย่างใดในเรื่องการแบ่งแยกประเทศ เพราะประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกดูหมิ่นจากคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นชนชั้นสูง มีความรู้ ไม่ให้เกียรติคนบ้านนอก เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ การบอกว่าถ้าอยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ควรจะแยกกันอยู่ ควรวิเคราะห์ว่าต้นเหตุเพราะอะไรแล้วแก้ไข ไม่ควรจะนำมาเป็นประเด็นการเมืองให้แตกแยกมากขึ้น
“ส่วนการสวนสนามของอาสาสมัครตำรวจบ้าน (สตบ.) พะเยา มีบางสื่อนำเสนออย่างบิดเบือน ทั้งที่ทำเป็นประจำทุกปีมากว่า 10 ปีแล้ว ครูฝึกมีทั้งทหารและตำรวจ ไม่ใช่การตั้งกองกำลัง ธงที่ใช้ประกอบด้วยธงชาติไทยและธงตำรวจสีน้ำตาลมีสัญลักษณ์ของตำรวจเด่นชัด การสวนสนามเพื่อแสดงพลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่การแสดงออกว่าจะแยกประเทศ” วิสุทธิ์ กล่าว
ด้าน สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ต่อต้านกลุ่ม กปปส. ได้ออกแถลงการณ์ว่า กองทัพบกควรตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ให้รอบด้าน แม้ประชาชนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มมีความเห็นต้องการแยกออกจากกรุงเทพฯ และภาคใต้ แต่ สปป.เห็นว่ายากที่จะเป็นจริงได้ และไม่ใช่วิถีทางที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ของสังคมไทย แต่ทัศนะดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกคับแค้นใจของประชาชนต่อความอยุติธรรมทางการเมือง ตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ซึ่งทุกฝ่ายควรคำนึงถึงสาเหตุเพื่อระงับความแตกแยก มิใช่จ้องเอาผิดประชาชน







