
เอสซีจีฯหันเพิ่มส่งออกการเมืองวุ่นฉุดกำลังซื้อ
เอสซีจี เปเปอร์ ปรับแผนหลังการเมืองกระทบตลาดในประเทศซึม เพิ่มส่งออก โดยเน้นคู่ค้าเก่า
เอสซีจี เปเปอร์ ปรับแผนหลังการเมืองกระทบตลาดในประเทศซึม เพิ่มส่งออก โดยเน้นคู่ค้าเก่า
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ เปิดเผยว่า จากผลกระทบปัญหาทางการเมืองในประเทศ ทำให้บริษัทต้องหันมาเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์หรือกระดาษลูกฟูก และบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ในต่างประเทศมากขึ้น โดยเน้นตลาดประเทศที่เป็นคู่ค้าเดิม เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง เวียดนาม และเกาหลีใต้ เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่านมาที่ส่งออกอยู่ที่ 15% ปีนี้ได้ขยับเพิ่มเป็น 22% จากกำลังการผลิตรวม เนื่องจากตลาดในประเทศความต้องการใช้ลดลง
ปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินธุรกิจ 2 ขาหลัก ได้แก่ สายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และธุรกิจเยื่อและกระดาษ
สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนเพิ่ม 8,000 ล้านบาท เพื่อผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์หรือกระดาษลูกฟูกเพิ่มเป็น 4 แสนตันต่อปี ทำให้มีกำลังการผลิตรวมทั้งหมด 2.3 ล้านตัน และผลิตบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้งมีกำลังการผลิตรวม 1.03 ล้านตัน
นายพันเทพ สุภาไชยกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย ในเอสซีจี เปเปอร์ กล่าวว่า บริษัทเริ่มหันมาเน้นพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้พัฒนา Dissolving Pulp หรือเยื่อเคมีละลายได้ จากไม้ยูคาลิปตัสป่าปลูก เพื่อผลิตเป็นเส้นใยสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ เนื่องจากมีคุณสมบัติเบาสบายดูดซับความชื้นระบายอากาศได้ดี
ทั้งนี้ บริษัทใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 400 ล้านบาท สามารถผลิตเส้นใยเคมีละลายได้ 9.6 หมื่นตันต่อปี ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน 70% ซึ่งราคาของเยื่อดังกล่าวในตลาดโลกสูงถึง 890-900 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปัจจุบันเยื่อใยสั้นธรรมดาที่ผลิตกันนั้นมีราคาอยู่ที่ 610 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันตลาดโลกมีความต้องการใช้เยื่อเคมีละลายได้สูงถึงกว่า 4 ล้านตัน ซึ่งในอนาคตบริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเยื่อเคมีละลายได้มากขึ้น และจะลดสัดส่วนการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์แย่งส่วนแบ่งการตลาด
ด้านผลประกอบการของบริษัทปีที่ผ่านมามียอดขายรวม 5.91 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า ส่วนปีนี้ยอดขายจะเติบโตหรือไม่นั้นต้องพิจารณาจากตัวเลขจีดีพีในประเทศเป็นหลัก







