
เจ้าจอมมารดาผึ้ง ในรัชกาลที่ 4 (2)
เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นผู้พิพากษาฝ่ายไทยร่วมกันพิจารณาคดีความร่วมกับฝรั่งเศส ในกรณีพระยอดเมืองขวาง ต่อมาในปี 2437 ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ที่สอง สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ซึ่งถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเสด็จไปราชการ ณ ประเทศยุโรป
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีความรู้ด้านการแพทย์ ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ปรุงยาไทยผสมกับยาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระอัจริยภาพในด้านการพระนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองมากมายหลายเรื่อง เช่น ท้าวกาสีหา นางปทุมสังกา พระองค์ยังได้ร่วมกับพระเจ้าพี่ยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอ จัดตั้ง หอสมุดวชิรญาณ ขึ้นในปี 2423 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปี 2439 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงยุติธรรม เพราะทรงพระประชวร และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 มี.ค. สิริพระชันษาได้ 54 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล คัคณางค์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่ง เป็นที่ร่ำลือว่างามมาก คือ ม.จ.อาภาพรรณี ที่ต่อมาได้เสกสมรสกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ และมีพระธิดาองค์หนึ่งได้เสกสมรสกับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
ส่วนพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่ง คือ พล.ต.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 29 ธ.ค. ปี 2400 ทรงได้รับการศึกษาชั้นต้นในประบรมมหาราชวัง และทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายและด้านช่าง ทรงเริ่มรับราชการในกรมช่างทหารใน และดำรงตำแหน่งราชองครักษ์ (เอดเดอแกมป์) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2427 ทรงรับราชการในตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกาและศาลแพ่ง ในปี 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเกียรติยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ
ต่อมาทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ ข้าหลวงต่างพระองค์นั้นเป็นตำแหน่งสำคัญที่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าข้าหลวงข้าหลวงพิเศษอุปราชหรือสมุหเทศาภิบาล เพราะคำว่า “ต่างพระองค์” มีความหมาย “ต่างพระเนตรพระกรรณ” และสำเร็จราชการ ก็มีความหมายถึง “ความสำเร็จเด็ดขาดที่ได้รับมอบจากองค์พระเจ้าแผ่นดิน” อันได้แก่ “การบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร คือความสมบูรณ์พูนสุขอยู่ดีกินดี” ตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์นี้เท่าที่ปรากฏทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มี 3 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้เสด็จไปรับราชการที่มณฑลลาวกาว ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นมณฑลอีสาน ครอบคลุมท้องที่ จ.อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญสุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคามนครจำปาศักดิ์ และกาฬสินธุ์ และตั้งกองบัญชาการที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ปี 2436 โดยทรงรับผิดชอบทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ต่อมาในปี 2442 ทรงค้นพบ ประสาทพระวิหาร บนผาเป้ยตาดี จ.ศรีสะเกษ และได้ทรงจารึก ร.ศ. ที่พบ และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี มีข้อความว่า “118 สรรพสิทธิ”
พระองค์ปกครองมณฑลอีสานเป็นเวลากว่า 17 ปี กระทั่งปี 2453 ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ และทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับสถาปนาพระเกียรติยศเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ และได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ เนื่องจากทรงชราและมีพระอนามัยไม่สมบูรณ์ กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2465 รวมพระชนมายุได้ 65 พรรษา ทรงเป็นต้นราชสกุล “ชุมพล”
เจ้าจอมมารดาผึ้งได้ออกจากพระบรมมหาราชวังมาอยู่กับพระราชโอรสและพระนัดดา และดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม







