posttoday
นายกฯ คนกลาง นายกฯ คนดี

นายกฯ คนกลาง นายกฯ คนดี

02 มีนาคม 2557

สมัยที่ทักษิณ ชินวัตร จัดประชุมคณะรัฐมนตรีและตรวจราชการไปตามต่างจังหวัด

ผู้นำจรจัด รัฐล้มเหลว คนเลวครองประเทศ

สมัยที่ทักษิณ ชินวัตร จัดประชุมคณะรัฐมนตรีและตรวจราชการไปตามต่างจังหวัด ที่รู้กันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ทัวร์นกขมิ้น” ที่แปลว่า “ค่ำไหนก็นอนนั่น” หลายคนมองว่าเป็นการ “แก้เคล็ด” เพื่อให้รัฐบาลมีความมั่นคง อยู่ได้นานๆ แต่เราก็คงได้เห็นแล้วว่าหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาล “เคลื่อนที่” ที่คนของรัฐบาลยุคนั้นบอกว่าเป็นการออกไปบริการประชาชนถึงในพื้นที่ ก็มีอันจบเห่ แนวคิดเรื่อง Mobile Government จึงเป็นได้แค่ Wandering Government

เป็นได้แค่ “ครม.จรจัด” กับผู้นำรัฐ “หางด้วน”

อย่าลืมว่าทักษิณคือคนที่คิด “ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม” ใน พ.ศ. 2545 เป็นการยึดอำนาจในการควบคุมการบริหารประเทศโดยกระบวนการของรัฐสภา มาสู่การควบคุมสั่งการโดยตรงจาก “ผู้นำเผด็จการ” ที่คุมทั้งรัฐสภาและรัฐบาล เพราะแต่เดิมนั้นถ้าจะมีการตั้งกระทรวงใหม่หรือขยับขยายตั้งกรมกองใหม่ ต้องกระทำโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติ แต่ทักษิณได้หาช่องว่างทางกฎหมายแล้วแบ่งกระทรวงใหม่เป็น 20 กระทรวง พร้อมปรับยุบกรมกองต่างๆ สร้างส่วนราชการใหม่ๆ รวมแล้วกว่า 200 หน่วยงาน นำนโยบายการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการที่เอาเงินไปกองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจจัดสรร ที่เรียกว่า “ผู้ว่าซีอีโอ”

หวังฮุบประเทศ สร้างอิทธิพลทุกตารางนิ้ว

ระบบราชการแบบสมัยใหม่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปรารถนาไม่อยากเห็นประเทศไทยตกเป็นขี้ข้าเมืองขึ้นฝรั่ง ร่วมกับมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยปกครองด้วย “มาตรฐาน” และความเป็นวิชาชีพในระบบคุณธรรมของระบบราชการสมัยใหม่ จากนั้นได้ทรงออกเยี่ยมเยียนราษฎรให้เห็นทุกข์สุขด้วยพระเนตรของพระองค์เอง ที่เรียกว่า “ประพาสต้น” อันเป็นพระมหากรุณาเป็นที่สุด

มีคนลอกเลียนจนต้องไปนั่งเกาเหาอยู่ดูไบ

พระมหากษัตริย์ในราชจักรีวงศ์พยายามที่จะสร้างชาติ รักษาแผ่นดิน พัฒนาบ้านเมืองมาโดยตลอด แต่รัฐบาลของนักการเมืองเลวๆ พยายามที่จะแบ่งแยกประชาชน ฮุบอำนาจ และทำลายโกงกินชาติ พวกมันใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีทำลายระบบนิติรัฐ ทำลายความมั่นคงประเทศ และที่ร้ายที่สุดก็คือ ทำลายอนาคตของลูกหลานในดินแดนที่มันอาศัยเกิดและหากิน ในขณะที่กว่าที่ประเทศไทยจะมีความเป็นปึกแผ่น มีความก้าวหน้า และมีความผาสุกมาถึงขั้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงต้องบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างมุ่งมั่นอยู่กว่า 60 ปี

คนอัปรีย์ใช้เวลาไม่นานมาทำลาย!

“กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” คำกล่าวนี้มีนัยว่าประเทศไทยยังจะอยู่รอดต่อไป เพราะเรายังมีคนดีมีฝีมือที่จะช่วยมากอบกู้วิกฤต เช่นเดียวกันกับการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนที่กำลังกู่ร้องหา “คนดี” มาช่วยแก้ไขวิกฤต “ทักษิณาตกโรค” (แปลตรงตัวว่าโรคร้ายจากระบอบทักษิณ) ในครั้งนี้ ซึ่งผู้เขียนอยากจะเสนอ “ต้นแบบ” ที่ไม่ใช่บอกว่า “เป็นใคร” แต่จะบอกว่า “เป็นอย่างไร”

ในอดีตเราเคยมีนายกรัฐมนตรีที่เรียกว่า “คนกลาง” มาแล้วหลายคน พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยก็เข้าข่ายของคำว่า “คนกลาง” เพราะพระยามโนฯ ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่คณะราษฎรต้องเอามาเป็นนายกฯ เพื่อไว้เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างคณะราษฎรกับขุนนางในระบบเก่า ต่อมาเมื่อคณะราษฎรไม่สามารถบังคับพระยามโนฯ ให้ซ้ายหันขวาหันทำตามคำสั่งได้ ก็บีบพระยามโนฯ กระทั่งต้องลาออกไป

นายกฯ คนกลางยังมีต่อมาอีกหลายคน แต่เป็นลักษณะ “นายกฯ ขัดตาทัพ” มากกว่า ได้แก่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่มาขัดตาทัพช่วงที่เพิ่งจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นตัวเชื่อมให้ประเทศตะวันตกรับรองความเป็นเอกราชของไทย จากนั้นก็มี นายทวี บุณยเกตุ และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่เป็นเหมือน “นอมินี” ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในช่วงที่กำลังงัดข้อกันกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือนายพจน์ สารสิน ในช่วงรอยต่อระหว่างจอมพล ป. กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือแม้กระทั่งจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มาคร่อมตำแหน่งนายกฯ ไว้ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ต้องไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา จนต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่กรรมก็ได้ครองตำแหน่งนี้จริงๆ

นายกฯ คนกลางคนที่ 2 (พระยามโนฯ เป็นคนแรก) ก็คือท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ผู้คนจำนวนมากรู้จักกันในนามว่า “นายกฯ พระราชทาน” และยังเป็น “คนกลางจริงๆ” เนื่องจากถูกตั้งขึ้น “ท่ามกลางวิกฤต” หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 และยังต้องบริหารประเทศ “ท่ามกลางความต้องการ” ของกลุ่มประชาชนที่หลากหลาย โดยเฉพาะในเรื่องการขจัดระบอบเผด็จการทหาร การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และการสร้างระบอบประชาธิปไตย

นายกฯ คนกลางคนที่ 3 คือ นายอานันท์ ปันยารชุน ที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ในช่วงหลังวิกฤตเดือน พ.ค. 2535 ถือว่าเป็นนายกฯ ที่คนไทยรู้จักดีที่สุดคนหนึ่ง เนื่องจากได้สร้างผลงานในการบริหารประเทศที่ไม่ค่อยมีปัญหาหรือเป็น “ชื่อเสีย” อย่างคำว่า “โปร่งใส” ก็แสดงถึงความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลชุดนี้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะมาดที่สุขุมลุ่มลึก พูดช้าๆ แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ กระทั่งสื่อมวลชนตั้งฉายาให้ว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”

แล้วใน พ.ศ. 2557 ใครคือนายกฯ คนกลาง

ผู้เขียนในฐานะผู้นับถือ “ศาสนา กปปส.” ด้วยคนหนึ่ง เห็นด้วยกับแนวทางของ กปปส.ว่า นายกฯ คนกลางนั้นไม่มี มีแต่ “นายกฯ ของประชาชน” เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้การมีนายกรัฐมนตรีคนกลางที่ต้องเหยียบเรือหลายแคม คือพยายามแสดงตัวเองว่าเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และเอาใจคนทุกกลุ่มทุกพวก ก็อาจจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ นายกฯ ที่จะขึ้นมาแก้ไขปัญหาในยุคนี้สมัยนี้ต้อง “มุ่งไปด้านเดียว” คือ “ก่อสิ่งดี ขยี้สิ่งชั่ว” ในวิถีทางที่ดีงาม

ไม่ฆ่า ไม่เผา แค่เอามันเข้าคุกกับเนรเทศ

ขอเรียกนายกฯ ในลักษณะนี้ว่า “นายกฯ คนดี” ซึ่งก็หาได้ไม่ยาก เพราะจะเกิดขึ้นโดยการเสนอชื่อและการคัดสรรของ “มวลมหาประชาชน-คนดี” เนื่องจากประชาชนในกลุ่มนี้ (ซึ่งเราเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าคนที่ลุ่มหลงในระบอบทักษิณ) ล้วนแต่มีพื้นฐานความเชื่อความคิดที่ดี ขณะนี้ก็ชุมนุมกันด้วยความดี และมี “ศรัทธา” ร่วมกันว่าจะร่วมกัน “ปฏิรูปประเทศ” ให้ดี

ต้นน้ำที่สวยใสย่อมให้สายธารที่สวยสะอาด

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว