
บายพาสหัวใจวัย 68 (2)
ผมไปถึงโรงพยาบาลศิริราชที่ศูนย์หัวใจตั้งแต่เช้าๆ โดยงดอาหารไปเพื่อตรวจร่างกาย
16 ก.พ. 2551
ผมไปถึงโรงพยาบาลศิริราชที่ศูนย์หัวใจตั้งแต่เช้าๆ โดยงดอาหารไปเพื่อตรวจร่างกายและให้พยาบาลซักถามประวัติทางการแพทย์ต่างๆ ที่จำเป็น เช่น เคยผ่าตัดบ้างหรือยัง แพ้ยาประเภทไหนบ้าง เป็นต้น ยาทุกประเภทที่กินอยู่ให้นำติดตัวไปให้คุณหมอดูด้วย
การฉีดสีนี้มีโอกาสที่จะเป็นอันตรายได้อยู่บ้าง ถึงแม้ว่าเปอร์เซ็นต์ไม่สูงก็ตาม โรงพยาบาลจึงต้องขอให้เชิญครอบครัวคนไข้มารับทราบการตัดสินใจและรับรู้ด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น ทางโรงพยาบาลทุกแห่งจึงต้องมีแบบฟอร์มให้คนไข้เซ็นยินยอมก่อนเข้ารับการบริการทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงเสียก่อน ถ้าไม่เช่นนั้นคุณหมอคงไม่กล้าลงมือ
ฉะนั้น เราเองก็ต้องพิถีพิถันในการคัดเลือกโรงพยาบาลและคุณหมอที่จะให้บริการแก่เราไว้ก่อน เพราะเมื่อเราตัดสินใจก็เท่ากับฝากชีวิตไว้กับความสามารถและความถี่ถ้วนของการทำงานของท่าน
เมื่อรับการตรวจและสอบถามประวัติเรียบร้อย ก็เข้าไปรอที่ห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยเพื่อเตรียมทำความสะอาดร่างกายในบริเวณขาหนีบด้านขวา หรือซ้ายก็น่าจะได้แล้วแต่ความถนัดของหมอ เพื่อแทงเข็มนำท่อฉีดสีเข้าเส้นเลือดขึ้นไปทางหัวใจ
การทำความสะอาดบริเวณขาหนีบ นอกจากการชะล้างโดยปกติแล้ว ก็ต้องโกนขนบริเวณนั้นทั้งหมดออกด้วย
ผมเองตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกโกนขนล่อนจ้อนไปหมดเหมือนครั้งนี้ ทั้งโชคดีได้พยาบาลสาวมาปฏิบัติหน้าที่อีกต่างหาก เธอคงพอมีประสบการณ์ เพราะดูว่ามือนิ่งพอควร เลยโกนขนได้โดยไม่มีบาดแผล
เมื่อถึงเวลาพยาบาลก็มานำตัวไปห้อง X-ray เพื่อทำการฉีดสีและ X-ray ภาพหัวใจตามขั้นตอน
คุณหมอขอให้ภรรยาและลูกๆ ผมรอฟังผลในบริเวณที่เตรียมไว้ เผื่อถ้ามีอะไรจะต้องทำก็จะได้ปรึกษาพร้อมๆ กัน
เมื่อเข้าห้อง X-ray แล้ว บุรุษและนางพยาบาลหลายคนก็ช่วยกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่เอาผ้ากันรังสี X-ray คลุมร่างกายทั้งหมด เปิดไว้เฉพาะบริเวณขาหนีบ คุณหมอบอกว่าการแทงเข็มนั้นฉีดยาชาบริเวณขาหนีบก็พอ ไม่ต้องให้ยาอะไรมากกว่านั้น
ผู้ป่วยจึงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและสามารถติดตามการปฏิบัติงานของหมอจากจอ monitor X-ray ได้พร้อมๆ กับคุณหมอเพราะกล้อง X-ray สมัยใหม่สามารถหมุนได้รอบตัวผู้ป่วย จึงมองได้เกือบทุกๆ มุมของหัวใจ เว้นด้านหลังของผู้ป่วยที่นอนบนเตียงเท่านั้นเอง
เมื่อก่อนเข้ารับการฉีดสีเพื่อ X-ray คุณหมอแจ้งกับภรรยาและลูกๆ ผมแล้วว่า อาจใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ท่านหมายความว่า ถ้าพบอะไรที่ควรแก้ไขหรือทำอะไรได้ก็จะดำเนินการต่อไปทันที จึงเผื่อเวลาเอาไว้
ลูกๆ เล่าว่า เมื่อพ่อเข้าห้องแล้วเขาเองก็คิดจะไปเดินเล่นดูของข้างๆ โรงพยาบาล แต่ภรรยาไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหนจึงนั่งรอ โชคดีไปเพราะการปฏิบัติการ X-ray จริงๆ ใช้เวลาประมาณ 2030 นาทีเท่านั้นก็เห็นภาพและปัญหาของเส้นเลือดตามจุดต่างๆ หมดแล้ว
จากภาพ X-ray ผมเห็นได้ชัดว่า มีเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ 3 เส้นที่มีปัญหา
เส้นหนึ่งอุดตันชัดเจนไปแล้วครึ่งหนึ่ง ไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจบริเวณนั้นได้ แต่ความที่ผมออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้มีเส้นเลือดย่อยจากเส้นอื่นๆ พยายามไปเลี้ยงหัวใจบริเวณนั้นไว้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจยังสมบูรณ์อยู่ ส่วนอีก 2 เส้น มีลักษณะขอด เส้นละ 2 จุด รวมเป็น 2 เส้น 4 จุด
จุดที่ขอดนี้ยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาทันที เพราะเลือดยังไหลผ่านได้แต่ช้าลง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติเวลาเหนื่อยมากๆ จุดขอดนี้ถ้าทิ้งไว้โอกาสอุดตันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสักวันหนึ่งก็จะอุดสนิท
อันตรายอีกอย่างของเส้นเลือดที่มีจุดขอด คือ ถ้าวันไหนเกิดมีลิ่มเลือดแข็งตัวเป็นก้อนและไม่สามารถไหลผ่านได้ ก็จะเกิดอุดตันกะทันหัน และทำให้มีอาการหัวใจได้ทันที ถึงแม้ว่าไม่เสียชีวิตแต่กล้ามเนื้อหัวใจก็อาจตายได้บางส่วน
หมอวินิจฉัยแล้วเห็นว่าการทำ balloon จะไม่ได้ผลถาวร เพราะตำแหน่งที่อุดตันมีหลายจุด แต่ละจุดเมื่อทำไปแล้วความเสี่ยงที่จะเริ่มอุดตันใหม่ก็มีสูง และเมื่อรวมๆ กันแล้วก็จะสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น แนะนำทำ bypass ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ถาวรกว่า คือ 10-20 ปี
ระหว่างที่ให้โอกาสผมตัดสินใจนั้น ท่านก็ได้นำผล Xray ข้อวินิจฉัยไปนำเสนอให้ภรรยาและลูกๆ ได้รับทราบและร่วมตัดสินใจด้วย พร้อมทั้งแนะนำเพิ่มเติมว่า ในกรณีของผม ถ้าจะรอ 2-3 ปีแล้วค่อยทำ bypass ก็คงพอได้ แต่จะเป็นกังวลใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าทำ bypass ในระหว่างที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวมากชนิด ก็จะฟื้นตัวเร็วและไม่มีโรคแทรกซ้อน
ในทางตรงข้าม ถ้ารอจนหัวใจมีปัญหา ร่างกายอ่อนแอ แล้วค่อยมารักษาพยาบาลก็จะใช้เวลาและฟื้นตัวช้ากว่าธรรมดายิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร การฟื้นตัวก็จะช้าตามไปด้วย
เราตกลงไม่ทำ balloon แต่ขอเวลาตัดสินใจเรื่อง bypass เพราะเป็นเรื่องใหญ่
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ X-ray ฉีดสี แล้วกลับไปนอนพักในห้องพักเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง โดยไม่เคลื่อนไหว ระหว่างที่นอนจะมีถุงทรายเล็กๆ ทับไว้บนบริเวณขาหนีบที่เจาะแทงเข็มเข้าไปเพื่อช่วยหยุดเลือด
ใครไม่เคยนอนเฉยๆ 5-6 ชั่วโมง ก็น่าจะลองทำดู เพราะเป็นการฝึกความอดทนที่ดีทีเดียว
ผมได้รวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกของครอบครัวในเรื่องการทำ bypass ก่อนที่จะตัดสินใจ และได้ขอให้คุณหมอชุณหเกษมแนะนำแพทย์ศัลยกรรมหัวใจของศิริราชที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ไว้ 3 ท่าน เพื่อจะได้สอบถามความเห็นจากเพื่อนๆ ด้วย
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







