
บทเรียนจากยูเครน
จากเหตุประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรงมานานถึง 3 เดือน ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงมวลมหาประชาชนชาวยูเครนก็ได้รับชัยชนะ เมื่อประธานาธิบดี วิคเตอร์ เอฟ ยานูโควิช ต้องเผ่นหนีออกจากเมืองหลวงเคียฟของยูเครนไปอยู่ในเมืองทางภาคตะวันออกที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย แต่ประกาศยังไม่ลงจากตำแหน่ง โดยพร้อมที่จะกลับมาทวงอำนาจคืนทุกเวลา
จากเหตุประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรงมานานถึง 3 เดือน ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงมวลมหาประชาชนชาวยูเครนก็ได้รับชัยชนะ เมื่อประธานาธิบดี วิคเตอร์ เอฟ ยานูโควิช ต้องเผ่นหนีออกจากเมืองหลวงเคียฟของยูเครนไปอยู่ในเมืองทางภาคตะวันออกที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย แต่ประกาศยังไม่ลงจากตำแหน่ง โดยพร้อมที่จะกลับมาทวงอำนาจคืนทุกเวลา
ผลจากการประท้วงจบลงด้วยการเสียชีวิตของผู้ประท้วงเกือบ 100 คน บาดเจ็บอีกนับพัน ไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สินและผลพวงความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจระยะยาว รวมทั้งการดำรงอยู่ของความขัดแย้งระหว่างคนทางภาคตะวันออกและตะวันตกของประเทศที่มีวัฒนธรรมความคิดอ่านและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน
ย้อนไปดูต้นเหตุของความขัดแย้ง สามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุหลักๆ ได้ 4 ประการ ได้แก่
1) ประธานาธิบดี ยานูโควิช ตระบัดสัตย์ที่ให้ไว้หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2010 ว่าจะนำยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป หรืออียู เพื่อยกเครื่องการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการค้าและการเมือง ทว่าประธานาธิบดีหันไปสานสัมพันธ์กับรัสเซียแทน ทำให้ประชาชนไม่อาจยอมรับได้
2) ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตกฝ่ายหนึ่ง นำโดยสหรัฐอเมริกากับกลุ่มอียู และรัสเซียอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพยายามเข้ามามีอิทธิพลและบทบาทชี้นำยูเครน ซึ่งในอดีตเคยเป็นรัฐในอาณาจักรของรัสเซีย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะรัสเซีย ซึ่งมีกองกำลังทางเรืออยู่ในทะเลดำ รวมถึงท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในยูเครน ขณะที่ฝ่ายตะวันตกต้องการแยกยูเครนออกจากอิทธิพลของรัสเซีย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย
3) พฤติกรรมของรัฐบาลยูเครน ตั้งแต่การใช้กองกำลังเข้าปราบปรามและสลายผู้ประท้วง จนเกิดการเสียชีวิต และความพยายามที่จะออกกฎหมายควบคุมและจำกัดการประท้วง ไปจนถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ในขณะที่ประชาชนเดือดร้อนและตกงานมากมายจนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แม้ยูเครนเคยเกิดการประท้วงครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2004 หรือ “การปฏิวัติสีส้ม” แต่ครั้งนั้นรัฐบาลไม่ได้ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม
4) ปัญหาความแตกต่างทางชนชั้นและวัฒนธรรมระหว่างประชาชนชาวยูเครนเองที่สะสมมายาวนาน นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1991 โดยพลเมืองที่อยู่ทางตะวันตกส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลทางด้านความคิดและความเป็นอยู่จากชาติตะวันตกและนิยมกลุ่มประเทศตะวันตก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ทางภาคตะวันออกซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศรัสเซียก็จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากรัสเซียและให้การสนับสนุนรัสเซีย ความแตกต่างดังกล่าวจะเห็นได้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในรัสเซีย
สัปดาห์หน้า ผมจะมาวิเคราะห์บทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์ความรุนแรงในยูเครนครั้งนี้ต่อครับ







