
ปลุกแดง-สส.สกัดองค์กรอิสระ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ต้องถือว่าอยู่ในช่วงเวลาคับขันมากที่สุด เพราะยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังมีความไม่มั่นคงในเก้าอี้ผู้นำประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (ป.ป.ช.) เนื่องจากได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหาในทุจริตจำนำข้าว
ขั้นตอนต่อไปหาก ป.ป.ช.เห็นว่าการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายกฯ ฟังไม่ขึ้น มีความเป็นไปได้ที่นายกฯ จะถูกชี้มูลความผิด พร้อมกับส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอาผิดต่อไป
ที่สำคัญในระหว่างที่วุฒิสภาหรือศาลฎีกาฯ กำลังดำเนินการแล้วแต่กรณี ยิ่งลักษณ์จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งนับว่าภาวะสุญญากาศทางการเมืองกำลังใกล้เข้ามาทุกที
นอกเหนือไปจาก ป.ป.ช.ที่เป็นหนามตำใจของรัฐบาลแล้ว ปรากฏว่าศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ต้องตกอยู่ในสภาพอัมพาตไปครึ่งตัวด้วย ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งไม่ให้ ศรส.ดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แม้ว่าศาลจะไม่ได้เพิกถอนการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามที่แกนนำ กปปส.ได้ไปร้องขอต่อศาลแพ่งไว้ก็ตาม
คำพิพากษาและข้อห้าม 9 ข้อที่ศาลแพ่งออกมาควบคุมการทำงานของรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบต่อรัฐบาลค่อนข้างมาก หมายความว่ารัฐบาลไม่สามารถไปแตะต้อง กปปส.ได้เลย ในทางกลับกันจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ กปปส.มีโอกาสเคลื่อนไหวเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการมีรัฐบาลของประชาชน
ในเมื่อสถานการณ์กำลังเข้าสู่ภาวะเข้าตาจนทำให้พรรคเพื่อไทยต้องกลับมาปรับยุทธศาสตร์ในทางการเมืองในแบบที่เป็นการตั้งรับแบบมีชั้นเชิง
เริ่มด้วยการให้อดีต สส.พรรคเพื่อไทยในภาคอีสานและเหนือรวมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ในต่างหวัดเพื่อปกป้องรัฐบาลในนาม “เครือข่ายอีสานล้านนา” นำโดย ไพจิต ศรีวรขาน อดีต สส.นครพนม นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ขจิตร ชัยนิคม อดีต สส.อุดรธานี สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ อดีต สส.เชียงราย
เบื้องต้นในวันที่ 22 ก.พ. กลุ่มอดีต สส.อีสานจะรวมกันไปสักการะดวงวิญญาณขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์ ที่ลานอนุสาวรีย์ภูพาน จ.สกลนคร จากนั้นในวันที่ 23 ก.พ. จะเดินทางไปที่ อ.นาแก จ.นครพนม เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2508
ควบคู่ไปกับการทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย จากนั้นจะนัดวันชุมนุมแสดงพลังกันต่อไป โดยจะไม่มีการระดมคนเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกับกลุ่ม กปปส.
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้ดึงแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาร่วมอย่างเป็นทางการ เพราะหากเกิดมีการใช้เวทีของพรรคเพื่อไทยปราศรัยโจมตีในลักษณะกล่าวหาหรือใส่ร้ายบุคคลในระหว่างการมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง อาจมีผลมาถึงพรรคเพื่อไทยได้ จึงต้องเคลื่อนไหวด้วยแนวทาง “แยกกันเดินแต่ร่วมกันตี” แทน
“แม้จะไม่ได้เคลื่อนไหวร่วมกัน แต่จะเป็นในลักษณะแยกกันเดินร่วมกันตีมากกว่า เพราะพวกเราที่เป็นอดีต สส.มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหลายประการ เพราะมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส.ในปัจจุบันด้วย ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ จึงคิดว่าควรแยกกันเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงแตกแยกกัน” สุรสิทธิ์ ระบุ
ขณะที่ นปช.เองได้ออกกำหนดการเคลื่อนไหวบางส่วนแล้วเช่นกันในปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “นปช.ลั่นกลองรบ” โดยนัดประชุมกับแกนนำเสื้อแดงทั่วประเทศในวันที่ 23 ก.พ. ที่อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นร่วมกัน
“การใช้คำขวัญ นปช.ลั่นกลองรบนั้น เป็นการประกาศว่า สงครามได้เริ่มต้นแล้ว” คำประกาศจาก จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง
การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายอยู่ที่การดักทางองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.และองค์กรอื่นๆ ไม่ให้ตัดสินคดีจำนำข้าวหรือคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าข้อมูลและข้อเท็จจริง
อย่างน้อยถ้าในอนาคตเกิดยิ่งลักษณ์ต้องตกเก้าอี้นายกฯ ชั่วคราวขึ้นมา เพราะการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. พรรคเพื่อไทยจะได้มีข้ออ้างว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างที่ยิ่งลักษณ์ได้ตั้งข้อสงสัยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าทำไม ป.ป.ช.ถึงไต่สวนคดีทุจริตจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ได้รวดเร็วกว่าโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลในอดีต ทั้งที่มีผู้ยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการประกันราคาข้าวก่อนโครงการรับจำนำข้าว
ถึงกระนั้นด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถ้ามองกันจริงๆ ต้องถือว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่พอสมควร เนื่องจากยังอยู่ในอำนาจรัฐ
กล่าวคือ ต่อให้ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยมติของ ป.ป.ช.ขึ้นมาจริงก็ไม่มีผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด เพราะรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 จะสามารถขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไปก่อนได้จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ เหมือนกับที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกฯ ได้เคยปฏิบัติหน้าที่นายกฯ แทน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551
ดังนั้น ตราบใดที่ยิ่งลักษณ์หรือรัฐมนตรีในรัฐบาลทั้งหมดยังยืนกรานไม่ลาออกจากตำแหน่ง เท่ากับว่ามวลมหาประชาชนของ กปปส.ก็ไม่อาจทำอะไรรัฐบาลได้ เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายจะสู้รบกันยืดเยื้อต่อไป
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอึดกว่ากันเท่านั้น







