
ไม่ปรับแก้หนี้นอกระบบเข็นอย่างไรก็ไม่ขึ้น
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องเร่งจัดการ ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองถูกบีบรัดด้วยปัญหาการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานเกือบ 2 เดือน
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องเร่งจัดการ ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองถูกบีบรัดด้วยปัญหาการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานเกือบ 2 เดือน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หากพิจารณาถึงโรดแมปทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมองเห็นภาพชัดเจนว่า กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชูเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ เป็นหนึ่งในหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนที่จะเกิดการยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่
แต่หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นชัดว่าจนถึงขณะนี้เข้ามาถึงเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่รัฐบาลขีดเส้นให้เร่งจัดการแก้หนี้กับคนที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ก่อนเป็นอันดับแรก กลับพบว่า 2 ธนาคารรัฐที่เป็นเจ้าภาพใหญ่ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ได้แค่กว่า 3.87 หมื่นราย คิดเป็นยอดสินเชื่อเพียงแค่กว่า 1,675 ล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่ยอดทั้งหมดกว่า 4.3 แสนราย คิดเป็นยอดสินเชื่อกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ยังลอยเท้งเต้ง
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องเร่งจัดการ ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองถูกบีบรัดด้วยปัญหาการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานเกือบ 2 เดือน
เพราะที่ผ่านมาโครงการแก้หนี้นอกระบบของรัฐบาลหน้าหล่อยอดไม่วิ่งแรงอย่างที่โฆษณาไว้แม้แต่น้อย
ยิ่งถ้าพิจารณาจากยอดหนี้นอกระบบยอดใหญ่ที่ลูกหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนให้รัฐแก้ปัญหาทั้งสิ้นกว่า 1.19 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 1.22 แสนล้านบาท ปรากฏว่าขณะนี้ออมสินซึ่งรับดูแลลูกหนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 5.27 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 4.61 หมื่นล้านบาทนั้น ทางด้าน เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารสามารถดำเนินการแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยสามารถปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 2.3 หมื่นราย คิดเป็นเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ ธ.ก.ส. ซึ่งมีเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลจำนวนกว่า 6 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทางมหาดไทยมีการประชุมร่วมกับลูกหนี้แล้ว 5.3 แสนราย โดยมีลูกหนี้ที่ส่งเรื่องเข้ามาให้ธนาคารดำเนินการต่อแล้วกว่า 2.2 แสนราย
พบว่ามีผู้ที่ต้องการสินเชื่อ 2.1 แสนราย และขอยุติเรื่องแล้ว 1.1 หมื่นราย โดยที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้อนุมัติเม็ดเงินแล้วกว่า 2.02 หมื่นราย คิดเป็น 1,278 ล้านบาท
จะเห็นว่าภาพรวมความคืบหน้าในการแก้ปัญหาในโครงการแก้หนี้นอกระบบขณะนี้สามารถช่วยคนได้กว่า 4.3 หมื่นราย คิดเป็นยอดสินเชื่อที่ปล่อยกู้ได้เพียงกว่า 2,278 ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.61%
ถ้านำมาเปรียบเทียบเป็นบัญญัติไตรยางศ์ที่สามารถสะท้อนประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะพบว่าเมื่อเทียบกับภาพรวมคนมาลงทะเบียน กว่า 1.19 ล้านราย แล้วคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.8% ของจำนวนมูลหนี้ของผู้ที่มาขอขึ้นทะเบียนไว้กว่า 1.22 แสนล้านบาท
ล่าสุด ทางศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน กระทรวงการคลัง (ศอก.นส.) เตรียมออกมาตรการแก้หนี้รอบ 2 หวังเพื่อเก็บตก และคัดกรองลูกหนี้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติรอบแรกเอามาใส่ตะกร้าล้างน้ำอีกครั้ง
เพราะเบื้องต้นมีการประเมินแล้วว่าโครงการแก้หนี้นอกระบบรอบนี้น่าจะช่วยคนได้จริงเพียงแค่ 10% ของยอดคนที่มาขึ้นทะเบียน หรือประมาณ 1 แสนคนเท่านั้น
และหากเดินหน้าทำโครงการรอบ 2 อีกครั้งหลังจากที่มีการปิดการเจรจากับทั้งลูกหนี้ เจ้าหนี้ทั้งหมดในเดือน พ.ค.นี้แล้ว จึงคาดว่าการแก้หนี้นอกระบบ 2 น่าจะเกิดได้ในเดือน มิ.ย.นี้ น่าจะสามารถช่วยดึงลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เมื่อรวมกับรอบแรกแล้วน่าจะช่วยคนได้ประมาณ 30% หรือประมาณ 3 แสนราย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การเดินหน้าแก้หนี้ไม่ไปไหนเพราะ
หนึ่ง ลูกหนี้ตัดสินใจยุติการเจรจา ลูกหนี้เจ้าหนี้ ตกลงจ่ายหนี้กันได้เอง
สอง ลูกหนี้ยังเข้าใจว่าเงินนี้เป็นเงินให้ฟรี
สาม ลูกหนี้ไม่กล้าเขียนชื่อเจ้าหนี้ และไม่ยอมระบุวงเงินที่เป็นหนี้ ทำให้ตกจากเกณฑ์ที่กำหนดให้ช่วยคนที่เป็นหนี้ที่เกิดก่อนวันที่ 19 พ.ย. 2552
สี่ กลุ่มที่คุณสมบัติไม่พอ คือไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่มีหลักประกัน มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะคาดว่าน่าจะถูกต้อนให้เข้าโครงการรอบที่ 2 อีกครั้งหลังจากนี้
นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัญหาเรื่องบุคลากรคือปัญหาที่สำคัญมาก ที่ทำให้โครงการแก้หนี้อืดเป็นเรือเกลือ
เพราะพนักงานแบงก์เองก็มีงานประจำที่ทำอยู่ล้นมือ ทั้งต้องเร่งปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของธนาคาร แต่ยังต้องมารับงานหลวง คือการแก้หนี้นอกระบบ ที่ต้องมีการตรวจเอกสาร หลักฐานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียตามมาได้อีกในภายหลัง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนหลังจากนี้ คือการจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินนโยบายโดยการชูเรื่องการแก้หนี้นอกระบบเป็นนโยบายเร่งด่วนอย่างจริงจังอีกครั้ง
รวมทั้งเพิ่มจำนวนบุคลากรหรือโยกคนจากภาครัฐจากหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยคนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจว่า คนเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ไม่มีเงินที่ไหนแจกฟรีหรือล้นมาจากฟ้า
ไม่ทำเช่นนั้นก็เชื่อแน่ว่า โครงการแก้หนี้นอกระบบรอบนี้ก็คงไม่ต่างกับรอบแรกเมื่อ 5 ปีก่อน
คือทำได้แค่ตีปี๊บเป็นโครงการประชานิยมหาเสียงเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีกตามเคย...







