posttoday
ไทยจะได้อะไรจากการฟื้นตัวของเศราฐกิจโลก

ไทยจะได้อะไรจากการฟื้นตัวของเศราฐกิจโลก

12 กุมภาพันธ์ 2557

ที่จริงรายงานของธนาคารโลกได้ให้รายละเอียดไว้มากเกี่ยวกับการฟื้นตัวของโลก ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศด้วย

ที่จริงรายงานของธนาคารโลกได้ให้รายละเอียดไว้มากเกี่ยวกับการฟื้นตัวของโลก ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศด้วย

รวมทั้งเรื่องตลาดเงิน และผลต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย แต่ก็จะเป็นในภาพรวม ซึ่งอาจจะเห็นไม่ชัดว่า ถ้าไทยรู้จักเก็บเกี่ยวจะได้อานิสงส์อะไร จึงขอลงมาดูในส่วนที่เขาวิเคราะห์เป็นรายภูมิภาคดีกว่า แต่เผอิญเขานำประเทศเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยไปรวมไว้ในเอเชียตะวันออก และประเทศในคาบสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีประเทศจีนอยู่ด้วย ภาพรวมในภูมิภาคนี้ก็เลยดูจะดีหน่อย เพราะจีนมีการใช้นโยบายเศรษฐกิจถูกทาง จึงค่อนข้างจะมีการฟื้นตัวดี โดยรายงานมองว่าผลผลิตในภูมิภาคน่าจะอยู่ราวๆ 7.1% ในปีนี้ แม้ปีที่ผ่านมาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะน้อย (Weak) หรือประมาณ 7.2% เมื่อเทียบกับ 7.4% ในปี ค.ศ. 2012

คราวนี้ลองมาดูในส่วนที่มีการพูดถึงเกี่ยวกับประเทศไทยดีกว่า โดยรายงานเห็นว่าการที่ความเจริญเติบโตในภูมิภาคนี้อ่อนหรือลดลง แสดงให้เห็นว่า Economic Activity ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย มีไม่มากนัก (Moderate) แน่นอนว่านโยบายที่ประเทศในภูมิภาคนี้ใช้กันหลังวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี ค.ศ. 2009 ทำให้เกิดผลผลิตสูง หรืออาจสูงกว่าความสามารถในการผลิต (Capacity) ด้วยซ้ำไป ประกอบกับการใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินและการคลัง ทำให้เกิดการขยายตัวทางเครดิตมาก ทำให้บัญชีเดินสะพัดมีสถานะลดลง และกดดันราคาสินทรัพย์ลงในบางประเทศ เครดิตภายในประเทศขยายตัวถึงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งกรณีนี้รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งจีนและหลายๆ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็เริ่มจะหันมาใช้นโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ Economic Activity ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2013 ยกเว้นประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่รัฐบาลยังใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินตลอดปี ค.ศ. 2013 ซึ่งรวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือน พ.ย. ปี ค.ศ. 2013 หรือเมื่อปลายปีที่แล้วด้วย ประเด็นอัตราดอกเบี้ยนี้ทำให้ค่าเงินของไทยตกลงไปประมาณ 7% ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 20% ทั้งๆ ที่ถ้าดูเฉลี่ยแล้วตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ตกลงเพียงประมาณ 12% นี้ ถ้าธนาคารโลกมาดูตลาดหุ้นตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะตกลงไปเท่าไร แล้วจะพานดึงให้ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ทั้งภูมิภาคตกลงไปอีกเท่าไร

ยังดีที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงในตลาดโลกไม่กระทบไทยมากนัก อาจเป็นเพราะเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียแล้ว ไทยส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์น้อยกว่า และแม้ว่าไทยจะส่งออกวัตถุดิบและสินค้าประเภทอาหารมาก และราคาอาหารลดลงประมาณ 14% ในตลาดโลก แต่ก็เป็นการเทียบกับช่วงที่สูงมากในเดือน ก.พ. ปี ค.ศ. 2011 ซึ่งเป็นช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ

คราวนี้มาดูเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าจะดีขึ้นบ้าง ว่าใครเขาเก็บเกี่ยวอะไร ดูจีนเป็นประเทศแรกที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 ของปี ค.ศ. 2013 โดยจีดีพีมีอัตราการเติบโตถึง 9.3% ไทยเองก็ดีขึ้น คือ อัตราเติบโตอยู่ที่ 5.2% ในไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม การที่ไตรมาส 1 และ 2 ของไทย อัตราการเติบโตของจีดีพีต่ำ ทำให้ไม่สามารถดึงจีดีพีขึ้นมาได้ นอกจากนี้ไทยยังเจอแรงกดดันจากบัญชีเดินสะพัดที่มีมาตั้งแต่ต้นปีด้วย เนื่องจากปัญหาความตึงเครียดทางการเมือง ต้องยอมรับว่าเราค่อนข้างเสียเงินสำรองระหว่างประเทศไป แต่ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ สำหรับการนำเข้าสินค้าประมาณ 5 เดือนกว่าๆ

ที่จริงแล้วการที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วและจีนฟื้นตัว ทำให้เกิดอุปสงค์เพิ่มขึ้น ทั้งจีนและอินโดนีเซียที่การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก รายงานใช้คำว่า “Double Digit” หลังจากที่การส่งออกหดตัวมานาน ขณะที่ประเทศไทยกลับมีการส่งออกเพิ่มขึ้นค่อนข้างน้อย คือ ประมาณ 3.3% การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในจีนและอินโดนีเซียก็เพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ของประเทศไทยกลับหดตัวลง

รายงานเห็นว่าความต้องการนำเข้าในประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้มีจีดีพีโดยรวมสูงขึ้นเป็น 3.5% ในปี ค.ศ. 2016 การค้าระหว่างประเทศจะขยายตัวขึ้นเป็น 5.1% ด้วย ซึ่งประเทศที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม รวมทั้งบริการจะได้รับประโยชน์รวมทั้งประเทศไทย และโดยเฉพาะประเทศที่มีค่าแรงต่ำ และอัตราแลกเปลี่ยนที่สามารถทำให้แข่งขันได้ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

ถ้าประเทศไทยกระโดดเกาะขบวนรถไฟทันก็จะช่วยลดความบอบช้ำทางเศรษฐกิจในประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้ รายงานเห็นว่าอินโดนีเซียน่าจะดีขึ้นในปีหน้า ส่วนประเทศไทยนั้นรายงานเขียนไว้ชัดเจนว่า ขึ้นกับความสามารถของหน่วยงานที่มีอำนาจทั้งหลาย หรือจะพูดให้ตรงก็คือรัฐบาลว่าจะใช้นโยบายที่เข้มงวดเพื่อควบคุมไม่ให้หนี้ภายในประเทศสูงขึ้น ควบคุมแรงกดดันจากราคา และสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศได้แค่ไหน ทั้งนี้โดยใช้ประโยชน์จากการค้าโลกที่ฟื้นตัวให้เต็มที่ และยังย้ำอีกว่าสำหรับประเทศไทยการเจริญเติบโตที่ต่ำในปีที่ผ่านมาทำให้ได้ประโยชน์จากความต้องการ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวในต่างประเทศได้น้อย นอกจากนี้ เงื่อนไขทางการเมืองอาจทำให้นักลงทุนลังเลที่จะลงทุน (WaitandSee Attitude)

อ่านแล้วผู้เขียนก็คงได้แต่ถอนใจ ไม่เคยเลยในชีวิตที่จะเห็นประเทศไทยแย่กว่านี้ ก็คงต้องช่วยกันภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วให้มีโอกาสหันมาฟื้นฟูบ้านเมืองและผู้คนกันอย่างขนานใหญ่

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง