
มาตราการวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโร...กอบกู้ความเชื่อมั้นเฉพาะหน้า
ข่าวดี 2 ข่าว เกี่ยวกับความชัดเจนของแผนช่วยเหลือกรีซ 1.1 แสนล้านยูโร และการจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรปอีก 5 แสนล้านยูโร ได้หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน พลิกฟื้นค่าเงินยูโรขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน และหนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้นกลับคืนมา
ทั้งนี้ เป็นที่คาดหวังว่า ความพยายามในการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังของประเทศสมาชิกยูโรโซน มาตรการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพยุโรป และมาตรการเพิ่มเติมทั้งในด้านการดูแลสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐ และการเข้าซื้อตราสารหนี้ของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank : ECB) จะช่วยสกัดการลุกลามของวิกฤตหนี้จากกรีซไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ ที่มีฐานะการคลังที่อ่อนแอ
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้มาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป ตลอดจนมาตรการด้านสภาพคล่องอื่นๆ จาก ECB อาจเพียงพอที่จะช่วยสกัดการกระจายตัวของภาวะวิกฤตได้ในเวลานี้ แต่รายละเอียดของเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการเข้าสกัดการลุกลามของวิกฤตหนี้สาธารณะในยูโรโซนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ปัญหาทางด้านการคลังของหลายๆ ประเทศในแถบยูโรโซนที่มีแนวโน้มเรื้อรังต่อไปในช่วงหลายปีข้างหน้านั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการขยายวงของวิกฤตไปยังภาคการธนาคารในยุโรปอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงยาวนาน ซึ่งความเห็นต่อประเด็นเหล่านี้พอสรุปได้ดังนี้ :
มาตรการความหวัง 7.5 แสนล้านยูโร... ความหวังสกัดการลุกลามของวิกฤตหนี้กรีซ
การจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป 5 แสนล้านยูโร ช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ค. 2553 สหภาพยุโรปได้ออกแถลงการณ์ประกาศแผนการล่าสุดเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงินในยุโรปหลังจากที่ความเสี่ยงต่อการลุกลามของวิกฤตกรีซไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของแถลงการณ์อยู่ที่การจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป (European Stabilisation Mechanism) มูลค่า 5 แสนล้านยูโร (6.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย วงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน และวงเงินปล่อยกู้และค้ำประกันหนี้มูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งจะดำเนินการผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle : SPV) ระยะ 3 ปี
ทั้งนี้ การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกลไกการสนับสนุนทางการเงินแห่งยุโรปนี้จะต้องแลกมาด้วยการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดในแบบฉบับของเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
IMF จัดสรรวงเงินสมทบ...อาจเป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านยูโร ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของสหภาพยุโรปได้ระบุถึงการจัดสรรวงเงินสมทบแผนช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉินนี้จาก IMF ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะมีมูลค่าไม่น้อยไปกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินในส่วนของสหภาพยุโรป หรือประมาณ 2.5 แสนล้านยูโร
ECB ประกาศแผนช่วยเหลือควบคู่...ซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชน ECB ออกมาตรการเพิ่มเติมเข้าแทรกแซงตลาดตราสารหนี้ (Securities Market Programme) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน เพื่อช่วยหนุนสภาพคล่องและพลิกฟื้นกลไกตลาดให้กลับมาทำงานให้เป็นปกติมากขึ้น ทั้งนี้ ตามกฎหมาย ECB และธนาคารกลางของประเทศสมาชิกยูโรโซนแต่ละประเทศ ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงให้แก่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งได้ แต่กระนั้นก็ดี ECB อาจใช้วิธีการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่อจากธนาคารพาณิชย์อีกต่อหนึ่งแทน อย่างไรก็ดี ขอบเขตการเข้าแทรกแซงวงเงิน และรายละเอียดของการเข้าซื้อตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนภายใต้มาตรการในส่วนนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในขณะนี้
พร้อมกันนี้ ECB ยังประกาศเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากขึ้นในการปล่อยสภาพคล่องระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ผ่านช่องทาง LongTerm Refinancing Operations ของ ECB ทั้งนี้ มาตรการในส่วนนี้จะช่วยให้ ECB สามารถส่งผ่านนโยบายการเงินด้วยกลไกที่มีความเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ ECB ยังร่วมกับธนาคารกลางประเทศชั้นนำอื่นๆ (อาทิ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์) ในการเปิดวงเงินสวอป (Swap Lines) ครั้งใหม่กับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อดูแลความเพียงพอของสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในตลาด ที่อาจตึงตัวขึ้นอันเนื่องมาจากชนวนวิกฤตหนี้ของกรีซได้กระตุ้นความต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั่วโลก
โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป มูลค่า 5 แสนล้านยูโร การจัดสรรวงเงินสมทบ 2.5 แสนล้านยูโร จาก IMF และความชัดเจนของแผนการสนับสนุนทางการเงิน 1.1 แสนล้านยูโรแก่กรีซ จะสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และช่วยหนุนค่าเงินยูโร และสินทรัพย์เสี่ยงให้ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ แต่การกอบกู้วิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศสมาชิกยูโรโซนในรอบนี้ (ซึ่งหากนับรวมแผนช่วยเหลือกรีซ) ก็ใช้วงเงินที่ค่อนข้างสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็สูงกว่าแผนกอบกู้สถาบันการเงิน วงเงิน 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (TARP) ของสหรัฐ ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ คงต้องติดตามเงื่อนไขของการใช้วงเงินภายใต้กลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรปดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของการเข้าสกัดการลุกลามของวิกฤตการคลังในยูโรโซนอย่างแท้จริง
กระนั้นก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลไกการสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป และมาตรการเพิ่มเติมในการเข้าแทรกแซงตลาดตราสารหนี้และมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป อาจจะยังคงไม่สามารถพลิกฟื้นความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังในบางประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งก็จะทำให้ปัญหาการคลังยังคงเป็นโจทย์ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา และความซับซ้อนของวิกฤตอาจเพิ่มมากขึ้น หากความไม่เชื่อมั่นลุกลามไปยังภาคการธนาคารในยุโรป ซึ่งทั้งประเทศที่เป็นลูกหนี้และประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน ดังนั้น อาจเป็นการเร็วที่จะสรุปว่า ความเสี่ยงต่อการปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าของเงินยูโรได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะนี้ เนื่องจากความย่ำแย่ของปัญหาพื้นฐานทางด้านการคลังของบางประเทศในแถบยูโรโซน ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ณ เวลานี้







