
ฤา...สังคมไทยถึงจุดเปลี่ยนตามธรรมวิถี (จบ)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา :
“...วันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็พบว่า ทุกคนมีความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกๆ ด้าน ไม่ว่าเศรษฐกิจ สังคม การเมืองจึงใคร่ขอฟังธรรม เพื่อนำไปสู่การคลายความทุกข์ใจบ้าง เพื่อประโยชน์แห่งสังคมไทย ขอพระอาจารย์ช่วยโปรดเมตตาด้วยเถิด...
”วิสัชนาธรรม : จนเป็นที่สนใจของสังคมโลก มีผู้เดินทางไปเข้าเรียนวิทยายุทธ์ ศึกษาธรรมแบบเซ็น ณ สำนักเส้าหลิน ปีละหลายหมื่นคน ซึ่งมีผู้คนจากประเทศต่างๆ เดินทางไปศึกษากันมาก ทั้งนี้เพราะภาคสังคมของประเทศจีนมีความเข้มแข็ง เปลี่ยนแปลงอย่างมีจุดมุ่งหมาย ส่งผลให้ประเทศชาติเจริญ ประชาชนมีความสุข จากรายได้ของประชาชาติที่หลั่งไหลกระจายไปทั่ว และไม่ได้ละทิ้งประเพณี ขนบธรรมเนียมดั้งเดิม อันเป็นเอกลักษณ์ความเป็นประเทศจีน เราจึงเห็นชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยว ชมพุทธสถาน พุทธศิลป์ พระพุทธรูป วิหารต่างๆ ในเขตวัดที่สำคัญๆ ของพุทธศาสนา แม้กระทั่งของลัทธิเต๋า ก็ยังคงดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ไม่ขัดแย้งต่อกัน วัดต่างๆ จึงมีรายได้จากประชาชนที่เดินทางไปกราบสักการบูชา และเยี่ยมชมโบราณสถาน ศิลปะ แสวงหาความรู้ต่างๆ ตามแบบแผนดั้งเดิม ซึ่งวัดได้เป็นตัวแทนภาคสังคม ที่ทำหน้าที่รักษาเพื่อสืบทอดส่งต่อสู่สังคม จึงกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศิลปะวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เกาะเกี่ยวสืบเนื่องอยู่กับพระศาสนามายาวนานจนถึงปัจจุบัน อันควรแก่การศึกษา ประการสำคัญ ชาวจีนก็ยังให้ความสำคัญต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาอย่างดียิ่ง แม้จะก้าวสู่จุดเปลี่ยนแปลงของประเทศ ตามกระแสโลกาภิวัตน์ อันเป็นไปตามธรรมนิยาม ซึ่งเป็นปกติของโลก ด้วยความเข้มแข็งของภาคสังคม เราจึงเห็นประเทศจีนก้าวไปข้างหน้าอย่างยิ่งใหญ่ และทรงพลังทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งไม่ทิ้งแกนหลักของสังคมคือ ศาสนา ที่ยังคงดำรงอยู่ ประเทศจีนจึงนิ่งสงบ และเจริญเติบโตอย่างมีรูปแบบ ท่ามกลางกระแสวังวนของโลก และเคลื่อนไปอย่างมีทิศทาง บนการปฏิรูปสังคมที่น่าศึกษา โดยมีคตินิยมที่ว่า
“
รักษาสิ่งที่ดีดั้งเดิมไว้ และเสริมสร้างสิ่งที่ดีให้แข็งแกร่ง และก้าวไปสู่ความเจริญอย่างมีรากฐาน เปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานความเข้าใจของภาคสังคม และให้ความเจริญกระจายไปสู่ทุกภูมิภาคอย่างเท่าถึงกัน”ในขณะเดียวกัน มีหลายประเทศที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคสังคมอย่างรุนแรง ไม่มีความเป็นระบบ เพราะการขาดการให้ความรู้ในภาคสังคม ขาดการเตรียมพร้อม เพื่อเผชิญกับภัยแห่งกระแสโลกาภิวัตน์ จึงนำไปสู่ความเห็นความคิดที่แตกต่างกัน และกลายเป็นความแตกแยก วุ่นวาย สับสน ไม่มีเป้าหมาย ไร้ทิศทาง จนพลิกผันย้อนกลับมาทำลายโครงสร้างหลักของสังคม ที่ให้คุณค่ามาโดยตลอด ให้ล่มสลายไปทั้งระบบ กระทบต่อภาคสังคมอย่างรุนแรง ไร้แรงขับเคลื่อนที่จะเดินทางออกมาจากวังวนในกระแสโลก และไม่รู้ทิศทางที่จะไป สำคัญที่สุดคือการขาดที่พึ่งทางจิตใจ เพราะไปละทิ้งศีลธรรม ห่างไกลศาสนา ดูถูกคำสั่งสอนของบรรพชนว่าล้าสมัยไม่ทันโลก ด้วยการไปรับเอาลัทธิวัตถุนิยม ตามกระแสโลก จึงตามรับผลกรรม กลายเป็นเสมือนคนจรจัด ไร้บ้านอาศัย บ้านเก่าก็ทำลาย บ้านใหม่ก็ไม่มีสิทธิเข้าไปอยู่ และหากจะเข้าไปอยู่ได้ ก็คงเฉกเช่นเยี่ยงทาสน้ำเงินเท่านั้นเอง ภาคสังคมทุกส่วนจึงติดชนัก อมทุกข์เสมอเหมือนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการขาดคุณภาพ และขาดความเป็นเอกภาพในภาคสังคม อันเกิดจากการขว้างทิ้ง ความสำคัญแห่งชีวิต คือการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาจิต บนวิถีธรรม จึงควรแก่การระลึกเป็นอนุสติสำหรับสังคมไทยในขณะนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยน อันสำคัญของสังคม ที่จะได้เคลื่อนไปอย่างมีทิศทาง และคงสภาพความดีของความเป็นชาติไทยไว้ให้ยาวนานสืบต่อไป
ขอเจริญพร







