
เศรษฐกิจสลบหากไร้งบปี"58
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
วิกฤตการเมืองที่รุนแรงไม่เพียงส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2556 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่บริหารประเทศได้เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอ่อนแอมากอยู่แล้วให้ย่ำแย่มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังคิดในแง่ดีว่า หลังการเลือกตั้งแล้วจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศได้ปลายเดือน มี.ค. หรือต้น เม.ย.นี้ ก็ยังมีแรงส่งทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 3.1% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 2.8% ต่อปี
แต่ทว่าหลังการเลือกตั้งครึ่งๆ กลางๆ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่ายังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 56 เดือน เพื่อเลือกตั้งให้ได้ สส.ไม่น้อยกว่า 95% และสามารถเปิดสภาตั้งรัฐบาลใหม่ ก็หมายความว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่สามารถออกมาตรการใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปถึงปลายปี ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ทรงกับทรุดมากขึ้น
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงขนาดถอนหายใจเมื่อต้องประมาณการภาวะเศรษฐกิจปีนี้ชนิดวันต่อวัน และยอมรับว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 3% ต่อปีอย่างแน่นอน เพราะการที่รัฐบาลใหม่จัดตั้งช้าไปถึงปลายปีหรือนานกว่านั้น จะทำให้เกิดปัจจัยลบกับเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณปี 2558 ที่ปกติในเดือน ก.พ. รัฐบาลจะต้องกำหนดกรอบวงเงินให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และเดือน พ.ค. ก็ต้องส่งให้สภาพิจารณางบประมาณเพื่อออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557
เมื่อไม่มีรัฐบาลใหม่ก็ไม่สามารถทำงบประมาณปี 2558 ได้ ผลที่ตามมาคือจะทำให้ไม่มีเงินลงทุนที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุนหยุดชะงัก การส่งออกขยายตัวได้น้อย ทำให้ต้องพึ่งการลงทุนภาครัฐเป็นสำคัญ
ก่อนหน้าคลังประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 4% ต่อปี เพราะคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายในปี 2557 จำนวนหนึ่งประมาณเกือบแสนล้านบาท แต่เมื่อเงินลงทุนทั้งสองไม่สามารถเบิกจ่ายได้เลยในปีนี้ ทำให้ต้องลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.1%
ในส่วนของการพึ่งเม็ดเงินลงทุนของงบประมาณปี 2557 วงเงิน 4.2 แสนล้านบาท ก็ไม่สามารถพึ่งได้ เพราะผ่านมา 4 เดือนของงบประมาณ มีการเบิกจ่ายไปได้ 1.2 แสนล้านบาท หรือ 28% ซึ่งการเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนที่เหลือจะติดปัญหาหน่วยงานราชการต่างๆ ถูกปิดจากผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ และการเบิกจ่ายงบลงทุนขนาดใหญ่ยังติดปัญหารัฐบาลรักษาการ อนุมัติไม่ได้ ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ไร้แรงขับเคลื่อน
ล่าสุดยังมีปัญหางบประมาณปี 2558 ทำไม่ทัน ก็จะใช้ได้แต่งบประจำโดยอิงกับกรอบงบประมาณเก่าไปก่อน ส่วนงบลงทุนไม่สามารถตั้งเบิกได้จนกว่าจะมีรัฐบาลเข้ามา ทำให้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทั้งเศรษฐกิจปีนี้และปี 2558 ขยายตัวไม่ได้ตามเป้า
สอดคล้องกับหลายหน่วยงานที่มองว่า ปัญหาการเมืองจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองไม่ต่างกับคลังว่าเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 3% ต่อปี หรือจะเป็น ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต คาดการเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้แค่ 2% ต่อปี จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ต่อปี เนื่องจากโครงการประชานิยมอ่อนแรง และคาดว่าปี 2558 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.8% ต่อปี จากเดิมที่ไว้ 4% ต่อปี
ด้าน บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้กรณีเลวร้ายคือตั้งรัฐบาลใหม่ได้หลังกลางปี การส่งออกได้ไม่ถึง 5% เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ 0.5% ต่อปีเท่านั้น หรือในกรณีที่ดีขึ้นมาหน่อยการส่งออกได้เกิน 59% เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวได้ 2.5% ต่อปี
ล่าสุด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ประมาณการว่าเศรษฐกิจโตได้ 2.5% ต่อปี แต่หากการส่งออกมีปัญหาเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ 1% เท่านั้น โดยนิด้าถึงขั้นเสนอให้มีการตั้งรัฐบาลเพื่อผ่าทางตันทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะย่ำแย่สาหัสพอๆ กัน
เมื่อดูจากการประเมินของหน่วยงานต่างๆ ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดว่าปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ 0.5-2.5% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งขยายตัวได้น้อยกว่าปี 2556 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% ต่อปี โดยเศรษฐกิจปี 2556 ก็ขยายตัวได้น้อยกว่าปี 2555 ที่ขยายตัวได้ 6.4% ต่อปี ถือเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน
ปัญหาที่น่ากังวลต่อมาคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะชะลอตัวลดลงเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องหรือไม่ หากการเมืองยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้จนไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะยุติปัญหาต่างๆ ให้ประเทศเดินไปสู่ภาวะปกติได้เร็ววันอย่างไร
นอกจากนี้ ปัญหาที่จะตามมาจากเศรษฐกิจขยายตัวแผ่วลงๆ เช่นนี้ จะมีปัญหาต่อรายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการลดลง หรือพูดง่ายๆ เงินในกระเป๋าของผู้ใช้จ่ายและผู้ประกอบการลดลง จะทำให้กำลังในการชำระหนี้ของคนเหล่านี้ลดลงไปด้วย และอาจส่งผลต่อปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงินให้เพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจของไทยปีนี้หรือปีหน้ามากขึ้น
แม้ว่าวันนี้สถาบันการเงินของไทยเข้มแข็งมีกำไรมาก มีเงินกองทุนสูง หนี้เสียต่ำ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไว้ใจไม่ได้หลังจากที่เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง 2 ปีติดต่อกัน และชะลอติดต่อกันถึง 3 ปี เพราะปัญหาหนี้เสียเวลาเกิดขึ้นเหมือนน้ำไหลบ่าทำให้แก้ปัญหาไม่ทัน และหนี้เสียของสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในส่วนที่จะเห็นได้ชัดคือหนี้เสียของสถาบันการเงินภาครัฐที่ปล่อยตามนโยบายรัฐบาล ทั้งช่วยรากหญ้าและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ทั้งธนาคารออมสิน อาคารสงเคราะห์ เอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวมาก สินเชื่อใหม่ของธนาคารหดลง ยิ่งทำให้สัดส่วนหนี้เสียของธนาคารปูดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์และธนาคารอิสลามฯ ที่ปัจจุบันก็มีหนี้เสียสูงอยู่แล้ว
ปัญหาการเมืองกระทบถึงปัญหาการเลือกตั้ง กระทบถึงการตั้งรัฐบาล และกระทบถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะอัมพาต การที่เศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศอีกเป็นปีถือเป็นเรื่องที่สาหัส มีแต่เพิ่มปัจจัยลบให้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น คนค้าขายที่สายป่านไม่ยาวอาจจะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว เลิกกิจการกันไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบ







