posttoday
'บลูสกาย' แมเหล็กมวลมหาประชาชน

'บลูสกาย' แมเหล็กมวลมหาประชาชน

02 กุมภาพันธ์ 2557

ตลอด 3 เดือนที่ปรากฏการณ์ “มวลมหาประชาชน” ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์/สุภชาติ เล็บนาค

ตลอด 3 เดือนที่ปรากฏการณ์ “มวลมหาประชาชน” ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฝีมือของผู้นำคนสำคัญอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. รวมถึงทีมมันสมองที่รายล้อมสุเทพ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการชุมนุมครั้งนี้ก็คือโทรทัศน์สีฟ้า ที่ชื่อว่า “บลูสกายทีวี” ซึ่งทำหน้าที่เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของทัพหลวงทัพย่อย ทำให้การชุมนุมครั้งนี้มีสีสันจนทำให้หลายบ้านต้องเปิดบลูสกายทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของ กปปส. ก็ต้องมีอย่างน้อยวันละครั้งที่เปลี่ยนช่องมาติดตามสถานีโทรทัศน์สีฟ้าแห่งนี้!

เถกิง สมทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์บลูสกาย เปิดออฟฟิศใจกลางเมือง ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเล่าให้ฟังถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบลูสกาย ในวันที่สุเทพออกเดินเรียกประชาชนมาร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯ และมีเถกิงเป็นแม่ทัพ คุมการถ่ายทอดสดอยู่ที่สถานี เขาบอกว่าการชุมนุมของ กปปส. ทำให้สถานีโทรทัศน์อายุ 2 ปีครึ่งแห่งนี้ ขึ้นมาเป็นท็อปทรี เทียบชั้นกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 7 เลยทีเดียว

“ผมเริ่มคิดถึงโปรเจกต์บลูสกาย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2554 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง 1 วัน วันรุ่งขึ้นก็อยู่บ้าน ตื่นเช้ามาก็ปิ๊งขึ้นมาว่าน่าทำโปรเจกต์บลูทีวี แล้วก็เขียนคอนเซปต์ทีวีการเมืองแห่งนี้คร่าวๆ ว่าจะเอานักการเมือง กับคนอยู่ในวงการการเมืองมาทำทีวี พร้อมกับเขียนแผนธุรกิจคร่าวๆ ใช้เวลาสัก 3 เดือนหาทุน พอ 1 พ.ย. เราก็ออกอากาศเลย” เถกิงเริ่มเล่าที่มาของบลูสกาย

'บลูสกาย' แมเหล็กมวลมหาประชาชน

 

เขาบอกว่า บลูสกายถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่มแฟนๆ พรรคประชาธิปัตย์ ที่อยากเห็นการนำเสนอข่าวสารข้อมูลในเชิงตรวจสอบรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ และนำเสนอข่าวสารข้อมูลในฟากฝั่งที่ทีวีรัฐบาลไม่นำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีช่องอื่นไม่นำเสนอ โดยไม่เคยปวารณาตัวว่าเป็นกลาง และเป็นสื่อเลือกข้างชัดเจน

“การเกิดบลูสกายได้ทำให้แฟนสีฟ้ามีหลักยึด อาจารย์เสรี วงษ์มณฑา ใช้คำว่า บลูสกายเหมือนเป็น ‘หลักให้หอยเกาะ’ (หัวเราะ) แต่ความหมายของผมก็คือ มันทำให้พวกแฟนสีฟ้ามีศูนย์รวม จากที่ก่อนหน้านี้ พวกสีฟ้าเชื่อแต่ว่าไม่แทรกแซงสื่อ ไม่ยุ่งกับสื่อ และเชื่อว่าทุกคนมีอิสระ แต่ในโลกความจริงแล้วมันไม่ใช่ พอเราทำกันมา 3-4 เดือน ประชากรสีฟ้าชอบมาก ดูกันแบบเรตติ้งสูงตลอด กระทั่งบลูสกายเรตติ้งสูงเป็นรองแค่เอเชียอัพเดทในจานดำ และเป็นที่หนึ่งในจานส้ม ตั้งแต่ช่วงปีแรก” เถกิงบอกกับเรา

เขาบอกว่า ตอนแรกๆ พยายามบริหารภาพลักษณ์ให้ Positioning ของบลูสกายเป็นสีฟ้ามาโดยตลอด เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดว่าช่องนี้คือสีอื่น เพราะฉะนั้นโทนรายการทุกรายการจะต้องเป็นสีฟ้า และนักการเมือง นักวิชาการที่เข้ามาต้องมีแนวคิดเป็นสีฟ้าทั้งหมด กระทั่งชื่อรายการก็ต้องมีคำว่าฟ้า ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าวันใหม่ ฟ้าทะลายโจร ลิปสติกสีฟ้า รวมถึงรายการยอดฮิตอย่าง “สายล่อฟ้า”

“ผมเน้นอย่างหนึ่งคือทุกคนที่มาอยู่ช่องเราต้องเป็นคนใหม่ทั้งหมด เราจะไม่ซื้อตัวคนที่ดังอยู่แล้วจากช่องอื่นมา เราขอปั้นของเราเอง ช่วงแรกๆ ก็มีคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) มา มีดีเจจั๊ด (ธีมะ กาญจนไพริน) มาร่วม ต่อมาคุณอัญชะลี ไพรีรัก อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็มาร่วม ต่อมาสายล่อฟ้าก็ดังระเบิดเถิดเทิง เราก็บรรลุภารกิจที่ทำให้บลูสกายเป็นสถานีของแฟนสีฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ”

เมื่อถามเถกิงว่าไอเดียทีวีของประชาธิปัตย์นั้น มาจากการที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมีทีวีอย่าง “เอเชียอัพเดท” หรือไม่ เถกิงนิ่งคิดสักพักก่อนตอบว่า หากจะมองจริงๆ ต้องย้อนไปมองถึงเอเอสทีวี ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเขายกให้เป็นทีวีที่เป็นต้นกำเนิดของการให้ความรู้ประชาชน และทำให้รัฐบาลต้องเกรงกลัวสื่อ ในยุคที่สื่อทั้งหมดยกยอปอปั้นรัฐบาล

“ผมคิดว่าเราอาจจะต่างจากเอเชียอัพเดทนิดหนึ่ง เพราะบลูสกายเกิดจากคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมเองก็ไม่ใช่ แต่มาจากคนที่อยากเห็นทีวีนี้เกิดขึ้น วันที่แพ้เลือกตั้ง เราคาดการณ์แล้วว่าประชาธิปัตย์จะถูกจำกัดข่าวสารแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องทำสถานีขึ้นมา แต่แน่นอนพรรคยุ่งกับทีวีไม่ได้ เราก็บริหารกันมาด้วยมุมมองคนนอกพรรค วิธีทำงาน เราก็ทำแบบสื่อมืออาชีพ แม้จะเป็นสื่อเลือกข้าง แต่การบริหารจัดการภายในพยายามยึดหลักใช้ความรู้ความสามารถคนทำงานสื่อมา เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนผสมที่ทำให้เราไม่ได้อิงกับการเมืองเต็มที่ และทำให้เรายืนอยู่ได้วันนี้” เถกิงตอบคำถาม

เถกิงย้ำอีกครั้งว่า จนถึงวันนี้บลูสกายมีเรตติ้งติดอันดับ 3 จากช่องทีวีทั้งหมด เป็นรองเพียงแค่ช่อง 3 และช่อง 7 ในทุกจานดาวเทียม โดยคิดเป็นตัวเลขกลมๆ แล้วช่วงพีกสดของทุกวันน่าจะมีคนดูไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งน่าสนใจว่าฐานของบลูสกายสามารถแย่งเอเชียอัพเดทมาได้ และที่น่าตื่นเต้นกว่าคืออาจมีหลายคนที่เคยดูเอเชียอัพเดทเปลี่ยนมาดูบลูสกาย แม้กระทั่งพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างภาคอีสานหรือภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม เถกิงเองก็ไม่กล้าการันตีว่า ที่เปลี่ยนมาดูบลูสกายนั้นเพราะย้ายข้าง หรือเพราะสนใจใคร่รู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างที่ถูกนำเสนอในบลูสกายเท่านั้น

“ใครที่ว่าคนอีสานไม่เข้าใจการเมืองนี่เขาคิดผิดนะ ผมเองเป็นคนอีสาน ผมสัมผัสได้ว่าเขาเก่ง เขาเข้าใจการเมืองดี บลูสกายเองถือเป็นอีกทางเลือกซึ่งทำให้คนที่ชอบการเมืองแบบสีฟ้า มีแหล่งข้อมูลที่ดูได้ ดูเยอะ วันนี้สถิติออกมาชัดว่าพวกเขาดูเยอะขึ้น แต่จะสัมผัสกับเรื่องการเมืองหรือไม่ หรือดูแล้วเขาเลือกเราหรือไม่ นี่คนละประเด็น แต่อย่างน้อยสุดเราได้ทำหน้าที่คือมีอีกช่องทางให้เลือกชม เป็นทีวีที่ปิดจุดอ่อนเรื่องการเลือกข้าง” เถกิงแสดงความคิดเห็น

“ฝรั่งมันเลยไม่เข้าใจว่าทำไมมีทีวีเลือกข้าง แต่เราก็จะบอกว่าคนไทยมีสิทธิเลือก คุณจะดูสีอะไร สีไหน แล้วรัฐบาล หรือ กสทช.ก็ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้มีช่องทางตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ชม หน้าที่ของเราก็คือให้ข้อมูลข่าวสารอย่างดีที่สุด หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของประชาชนในการตัดสินใจ ในเมื่อเรานำเสนอข่าวสารข้อมูลครบถ้วนแล้ว มีคนมาดูเพิ่มก็ถือเป็นรางวัล ถ้าเขาไม่เชื่อก็ไปตำหนิเขาไม่ได้ เขาอาจจะมีข้อมูล เหตุผลอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องเคารพ”

ถามถึงเคล็ดลับการทำสื่อเลือกข้างให้มีคนดูเหนียวแน่น เถกิงยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เลือกข้างแล้วจะมีคนดูเสมอ หากรายการไม่ดี ไม่กลมกล่อม และที่สำคัญที่สุดคือ หากหยาบคาย ลามก ช่องนั้นก็ประสบความสำเร็จได้ยาก

“เราขอร้องผู้ดำเนินรายการทุกคนว่าสนุกได้ เสียดสีได้ แต่อย่าหยาบคาย ใครหยาบคายผมก็ขอเปลี่ยนทันที เพราะประสบการณ์ผม คุณหยาบคาย คุณเสียลูกค้า สิ่งที่คุณพูดมาอาจจะดีทั้งหมด 99 คำ แต่พอพูดคำหยาบมา 1 คำ ความดีคุณหายหมด เพราะฉะนั้นสื่อการเมืองใดใช้คำหยาบเกินเหตุ แพ้ตัวเอง งานวิจัยส่วนตัวผมมันเจ๊งทุกครั้งที่คนพูดคำลามก นอกจากนี้ อีกข้อหนึ่งคือห้ามโกหก เพราะหน้าที่ของสื่อเลือกข้าง ตรวจสอบรัฐบาลเรามักจะตั้งรับกับเรื่องโกหกเสมอ คนที่ทำเรื่องนี้ได้ดีคือรายการสายล่อฟ้า ที่ตรวจสอบเรื่องโกหกเสมอ ผมมีความเชื่อว่าหากเราตรวจสอบเรื่องโกหกได้มากเท่าไร คนจะหันมารับฟังเรามากขึ้น เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่พูดในบลูสกายสามารถตรวจสอบได้เสมอ” เถกิงเล่าให้ฟัง

ส่วนการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลนั้น ผู้อำนวยการบลูสกายบอกว่าไม่มีผล ทั้งเรื่องการแทรกแซงสื่อ และเม็ดเงินโฆษณา “จริงๆ แล้วหน้าที่สื่อทั่วโลก สำคัญคือต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐ แต่บ้านเราสื่อใหญ่ๆ มันละเลยตรงนั้น ทำให้รัฐบาลที่ได้รับการอวยมากเสียสมดุล กลายเป็นรัฐบาลที่เสียคน เพราะคิดว่าตัวเองมีอำนาจมาก แล้วมีสื่อไปยกยอปอปั้นจนล้มโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้ามีสื่อที่ดี แล้วรัฐบาลรับฟังความเห็นต่าง แล้วเอาสิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกตมาปรับปรุง รัฐบาลอยู่ได้ตลอด ไอ้รัฐบาลที่มันล้มๆ ไป ปัญหาส่วนหนึ่งก็คือว่ามีสื่อที่ไม่สะท้อนความจริงให้เขาได้ใช้เป็นกระจกเงา หรือเข้าไปให้สื่อเขียนเชียร์มากเกินไป ไม่ตรงกับความจริง” เถกิงตอบคำถาม

ส่วนเม็ดเงินโฆษณานั้น เถกิงบอกว่าคุ้มทุนตั้งแต่เดือนที่ 7 เพราะบลูสกายเป็นทีวีที่ใช้ทุนน้อยมาก ไม่ว่าจะค่าเช่าสถานที่ สตูดิโอ หรือโปรดักชั่น เพราะบลูสกายขายข้อมูล และขายคนดังของชาวสีฟ้าเป็นหลัก ส่วนการทำข่าวก็ใช้หลักจรยุทธ์ คือเข้าได้ทุกพื้นที่ ด้วยอุปกรณ์ถ่ายทอดสดราคาไม่แพง

“ช่องอื่นหากจะรายงานสดต้องมี 60-70 คน ต้องมีรถดาวเทียม เปิดหน้า ต้องพูดจาตามหลักการ แต่เอาข่าวสารออกมาไม่ได้ บางสถานีก๊อบปี้มาจากเมืองนอก แต่ก็ไม่สามารถเอาสิ่งที่ชาวบ้านอยากเห็น แต่ของเราเอาสิ่งที่ชาวบ้านต้องการเป็นหลักในเรื่องข่าวสารการเมือง แล้วเราโชคดีที่ตอบสนองได้ทุกครั้ง อย่างปัญหาสวนยาง เรารู้ว่ากลุ่มผู้ชมเราอยู่ภาคใต้เยอะ เราก็อุทิศเวลามหาศาลให้เรื่องยางพารา พอเกิดเรื่องข้าว เราเทเวลามหาศาลให้เรื่องข้าว เขาก็ดูเรา สถานีอื่นก็มาว่าเราไม่ได้ ถึงวันนึงผมก็เลือกข้างคนเหล่านี้ ผมมีเวลาเยอะ และบลูสกายเป็นสถานีที่เกิดขึ้นมาเพื่อดูแลผลประโยชน์ของพวกเขา วันไหนเกิดเรื่อง ผมก็ให้เวลาทั้งวัน ช่องอื่นว่าอย่างไรผมไม่สน เพราะเราถือว่าเมื่อช่องอื่นไม่ดูแลเขา เราก็ต้องดูแล และเราทำแบบจริงใจ เรตติ้งเราก็ดีขึ้น อันนี้คือหัวใจสำคัญที่เราชนะในยุคนี้” เถกิงระบุ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก