
เลือกตั้ง 2 ก.พ.ชี้ชะตารัฐบาล-กปปส.
ธนพล บางยี่ขัน
ธนพล บางยี่ขัน
การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญ ที่จะมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของทั้งฝั่งรัฐบาล และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแน่นอนว่าทั้งสองฝั่งต้องงัดทุกกลยุทธ์ขึ้นมาชิงความได้เปรียบจากการเข้าคูหาของประชาชนรอบนี้
เริ่มตั้งแต่รัฐบาลที่ยืนกรานเสียงแข็งไม่โอนอ่อนไปตามเสียงทัดทานจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกแถลงการณ์เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผล 6 ประการ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การปิดล้อมสถานที่เลือกตั้งของกลุ่ม กปปส. รวมไปถึงบรรยากาศความขัดแย้งในสังคมที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้การเลือกตั้งนำไปสู่ความรุนแรง
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่นั้นสามารถทำได้โดยให้นายกฯ และประธาน กกต.หารือกันเพื่อประกาศเป็น พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อนายกฯ ยังยืนยันหนักแน่นเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป พร้อมเสนอให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านบุคลากรทั้งทหาร ตำรวจ เพื่อจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ที่เป็นปัญหา
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเลือกตั้งดูจะเป็นเพียงหลักยึดเดียวที่รัฐบาลพอจะสามารถหยิบยกมาอ้างความชอบธรรม เดินหน้าไปตามระบบ เพื่อยื้อกับเสียงของมวลมหาประชาชนที่ยกระดับการเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลลาออก เปิดทางตั้งสภาประชาชน เดินหน้าปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากสามารถดันไปจนสุดทางมีผลการเลือกตั้งออกมาที่จะหักล้างกับจำนวนมวลชนเรือนล้านที่ออกมาเคลื่อนไหว
ดังนั้น ไม่ว่าบรรยากาศการเลือกตั้งจะเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงรุนแรงมากแค่ไหน แต่รัฐบาลย่อมต้องทำทุกทางประคับประคองเหตุการณ์เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้ได้ เพราะรู้ดีว่าหากยอมปล่อยให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลรักษาการที่อำนาจในมือไม่ได้มีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยิ่งหากเจอแรงบีบจากทั้งประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวชัตดาวน์กรุงเทพฯ ผนวกกับความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่รุมเร้าเวลานี้ย่อมมีแต่จะทำให้ยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ยากขึ้นทุกที
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดันไปจนมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ก็ใช่ว่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย และกลับมาตั้งรัฐบาลลุยต่ออีกยก เพราะอุปสรรคนานัปการที่ขวางอยู่ตรงหน้าเวลานี้ ล้วนแต่ต้องแก้ไขไปทีละเปลาะจนกว่าจะสามารถเลือกตั้งซ่อมในเขตที่ยังมีปัญหาจนได้ สส.ครบ 95% เพียงพอที่จะเปิดประชุมสภา เริ่มต้นกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินกันต่อไป ซึ่งประเมินแล้วอาจใช้เวลานานนับครึ่งปี
เมื่อเวลานี้ยังมีหน่วยเลือกตั้ง 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร และคงต้องใช้เวลาตั้งแต่เปิดรับสมัครเลือกตั้งใหม่ ไปจนถึงลงคะแนนคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย ยังไม่รวมกับปัญหาใหม่ๆ ที่คาดว่าหลายหน่วยเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้อาจจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ไปจนถึงมีการขัดขวางไม่ให้ผู้ประสงค์ลงคะแนนได้เข้าคูหา เหมือนกับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผลการประกาศคะแนนล่าช้าออกไป
แน่นอนว่ารัฐบาลย่อมต้องรู้ล่วงหน้า และคงต้องคิดตระเตรียมการวางแผนรับมือเพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ที่สำคัญจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้การเผชิญหน้าปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรง เพราะยิ่งเกิดเหตุรุนแรงมากเท่าใด ย่อมต้องบั่นทอนความชอบธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้มากเท่านั้น และมีแต่จะฉุดรั้งให้รัฐบาลตกอยู่ในที่นั่งลำบากมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งฝั่ง กปปส.ที่ประกาศชัดเจนว่า ต้องการ “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ชัดเจนว่าหากปล่อยให้กระบวนการเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ ย่อมต้องทำให้เป้าหมายการปฏิรูปประเทศเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที สอดรับกับท่าทีการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ กปปส.ที่สกัดกระบวนการเลือกตั้งมาตามลำดับ ดังนั้น ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ จึงถือเป็นอีกด่านสำคัญที่ กปปส.ย่อมไม่อาจปล่อยให้เดินหน้าต่อไปได้
โมเดลในช่วงวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่ กปปส.เคลื่อนขบวนไปปิดตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ที่ประเมินว่าอาจจะมีหลายก๊อก เนื่องไปจนถึงกระบวนการนับคะแนน ซึ่งคงต้องรอดูว่าแผนระดมมวลชนของ กปปส.รอบใหญ่ใน 23 วันนี้จะสามารถเรียกมวลชนออกมาร่วมด้วยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากการเคลื่อนไหวรอบนี้แผ่วลงจากรอบที่ผ่านมาย่อมมีผลต่อการเคลื่อนไหวนับจากนี้อย่างแน่นอน
เพราะอย่าลืมว่าการชุมนุมที่ลากยาวมาเกือบ 3 เดือน ตั้งแต่ที่สถานีรถไฟสามเสน แม้กระแสมวลชนจะยังเหนียวแน่น แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ ยิ่งในวันที่การชุมนุมที่มีสัญญาณว่าอาจจะต้องสู้กันต่อไปอีกหลายยก เพราะทั้งความอ่อนล้าสะสม ความรุนแรงที่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมบั่นทอนพลังชุมนุม
ดังนั้น หาก กปปส.ไม่อาจฉวยโอกาสนี้ สกัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง นั่นย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวเดินหน้าขับไล่ระบอบทักษิณ เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ไม่ว่าการสกัดการเลือกตั้งที่ กปปส.จะงัดวิธีใดขึ้นมาใช้ ทั้งการปลุกประชาชนไม่ให้ออกไปเลือกตั้งแบบไม่ต้องกลัวเสียสิทธิ เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ หรือการเข้าไปขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เปิดหน่วยเลือกตั้ง หรือสกัดไม่ให้ผู้ที่ประสงค์จะลงคะแนนเข้าไปเลือกตั้งได้ นั่นย่อมจะมีผลต่อการทำลายน้ำหนักของการเลือกตั้งรอบนี้ให้น้อยลงไป
ยิ่งหากกระแสคนไม่ออกมาใช้สิทธิมากกว่าคนที่ออกไปใช้สิทธิ นั่นย่อมส่งผลทำลายน้ำหนักข้ออ้างของรัฐบาลที่หวังจะใช้ผลการเลือกตั้งยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งต่อไป
ดังนั้น ในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของทั้งรัฐบาลและ กปปส. ที่จะชี้วัดทิศทางการเมืองต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดี







